คุณธรรมเป็นเรื่องที่ต้องบ่มเพาะ เป็นเรื่องที่ต้องค่อยๆ ปลูกฝัง ไม่ใช่เพียงเข้าไปนั่งเรียนวิชาใดในโลกนี้แล้วจะเป็นผู้มีคุณธรรมจริยธรรม ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนแบบบรรยายถ่ายทอดโดยถ่ายเดียว จึงไม่ใช่วิธีที่จะสร้างคุณธรรมจริยธรรมในตัวนิสิตได้ และนี่คือหน้าที่โดยตรงของสำนักศึกษาทั่วไป ที่ต้องหาวิธีการสร้างรากฐานของสังคมนี้ผ่านการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมส่งเสริมการเรียนรู้
ในการจัดการเรียนการสอนแบบเก่า กระบวนการพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม จะทำกันแบบ "แยกส่วน" แยกการเรียนออกจากกิจกรรม แยกกิจกรรมออกจากชีวิต แยกเป้าหมายของชีวิตออกจากแนวทางสู่ความสุขที่แท้จริง แนวทางที่ถูกต้องควรจะมองอย่าง "องค์รวม" คือ พัฒนาอย่างบูรณาการ ๓ หน่วยหลัก ได้แก่ ชั้นเรียน (ฝ่ายวิชาการ) กิจกรรม (กองกิจการนิสิต) และการดำเนินชีวิต (หลักสูตรฯ ซึ่งดูแลการสร้างทักษะวิชาชีพ) ด้วยเหตุ ๒ ประการต่อไปนี้ ผมเสนอว่า สำนักศึกษาทั่วไป (GE) ควรจะมีฝ่ายพัฒนานิสิตเหมือนในคณะ-วิทยาลัย
๑) นิสิตทุกคนในมหาวิทยาลัยต้องเรียนวิชาศึกษาทั่วไปอย่างน้อยตั้ง ๓๐ หน่วยกิต โดยมีจุดมุ่งหมายในการสร้างนิสิตทุกคนในมหาวิทยาลัยให้
เป็น "มนุษย์ที่สมบูรณ์" เป็นคนดีมีคุณธรรม
ซึ่งการเรียนการสอนต้องสอดแทรกคุณธรรมจริยธรรมและปลูกฝังผ่านกิจกรรมในชั้น
เรียนและการทำงานของนิสิต
๒) ฝ่ายพัฒนานิสิตจะได้ทำงานร่วมกับกองกิจการนิสิตอย่างบูรณาการ โดยเฉพาะการบูรณาการระหว่างการเรียนการสอนกับกิจกรรมพัฒนานิสิตอย่างเป็นองค์รวมไม่แยกส่วน
สำหรับปัจจัยที่จะทำให้การปลูกฝัง บ่มเพาะ คุณธรรมจริยธรรมสำเร็จได้ ก็ต้องไม่แยกส่วนวิชาการหรือความรู้ออกจากคุณธรรม ไม่แยกการกระทำออกจากการพัฒนาการคิด วิธีที่ดีที่สุดคือการน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ซึ่งมี ๒ เงื่อนไขคือความรู้และคุณธรรมกำกับการคิดบนหลัก ๓ ห่วง ๔ มิติ ...ผมขอเสนอให้ทุกคณะ-วิทยาลัย น้อมนำมาศึกษาและส่งเสริมให้นิสิตนำไปใช้กับการตัดสินใจทุกเรื่อง ทุกอย่าง และทุกคน ตั้งแต่การพัฒนาอาจารย์ พัฒนาการเรียนการสอน (ชั้นเรียน) และสร้างสิ่งแวดล้อมที่ดีในการเรียนรู้ ดังนี้ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ไว้ในการมาบรรยายที่มหาวิทยาลัยมหาสารคาม ไว้ดังภาพด้านล่าง (อ่านบันทึกนั้นที่นี่)
วันพฤหัสบดีที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2559
รายวิชาศึกษาทั่วไป : ทำไมต้องเช็คชื่่อตรวจสอบการเข้าเรียน
หลังมีข่าวเรื่องการโพสท์รับจ้างเรียนแทนในสื่อสังคมออนไลน์ มีหลายคนตั้งคำถามต่อรายวิชาศึกษาทั่วไปที่ใช้ห้องเรียนรวมขนาดเล็ก กลาง ใหญ่ ตั้งแต่ ๑๐๐ ถึง ๓๕๐ คน ว่า เป็นไปได้ไหมถ้าไม่ต้องเช็คการเข้าเรียน คำตอบคือ "ไม่ได้" ดังจะขออธิบาย ดังนี้ครับ
ระเบียบหรือข้องบังคับของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เกี่ยวข้องกับกรณีเช็คชื่อเข้าเรียน กำหนดไว้ในหมวดของการวัดผลประเมินผล บอกว่า "นิสิตต้องมีเวลเรียนในรายวิชาที่ลงทะเบียนเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมดของรายวิชา จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบ" (จากคู่มือนิสิตระดับปริญญาตรี ปี ๕๗ ของ มมส.) และอีกข้อหนึ่งที่บอกว่า หากไม่ได้สอบปลายภาคจะมีผลการเรียนเป็น F หรือตกในรายวิชานั้นไป ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย จึงกำหนดให้อาจารย์ทุกท่านต้องตรวจสอบการเข้าเรียนของนิสิตอยู่แล้ว ไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง...
รายวิชาศึกษาทั่วไป (ตามหลักสูตปรับปรุงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๘) มีหลากหลายรายวิชา แต่ละวิชามีธรรมชาติของรายวิชาซึ่งหวังผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแตกต่างกัน บางวิชาเน้นความรอบรู้ บางวิชาเน้นทักษะการเรียนรู้ บางวิชาเน้นทักษะชีวิต และบางวิชาก็เน้นพัฒนาจิตวิญญาณในการดำรงอยู่เพื่อสังคม ดังนั้น วิธีการประเมินผลการศึกษาจึงแตกต่างหลากหลายไปตามรายวิชาในแต่ละประเภท ทำให้แนวปฎิบัติในการตรวจสอบการเข้าเรียนของอาจารย์แต่ละท่านแตกต่างกันไป
รายวิชาที่เน้นสร้างแรงบันดาลใจ ขยายความรอบรู้ รู้กว้าง รู้เท่าทันโลก ส่วนใหญ่จะจัดในห้องเรียนขนาดใหญ่ และสอนแบบบรรยาย หรือบรรยายประกอบสื่อโสต รายวิชาแบบนี้แม้มีการตรวจเช็คการเข้าเรียน ก็เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนเรื่องความตรงต่อเวลาและความรับผิดชอบ วิธีการวัดผลส่วนใหญ่จะเป็นคะแนนจากการทดสอบและคะแนนงานที่อาจารย์มอบหมาย
รายวิชาที่เน้นด้านทักษะ เช่น ทักษะด้านภาษาที่เน้นให้ พูด อ่าน เขียน หรือทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมต่างๆ หรือรวมถึงทักษะด้านการสื่อสารและสารสนเทศ ซึ่งล้วนแต่ต้องออกแบบให้นิสิตได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกนำเสนอ รายวิชาเหล่านี้ จำเป็นที่นิสิตจะต้องเข้าเรียน และการตรวจเช็คต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น ... ใครที่คิดจะจ้างค้นมาเรียนแทน ก็ลองดูครับ คนที่อยู่สำนักศึกษาทั่วไป ก็คงไม่ยอมให้คนเหล่านี้หลุดไปได้
ส่วนรายวิชาที่เน้นสร้างจิตวิญญาณ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้เป็นที่พึ่งแก่สังคม ตามปรัชญาและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย ยิ่งต้องใช้วิธีการตรวจสอบที่หลากหลาย เพราะต้องออกแบบการเรียนการสอนให้นิสิตต้องเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเพื่อสังคมจริงๆ
จากประสบการณ์และจากการแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ผู้สอนหลายท่าน พบแนวปฏิบัติในตรวจสอบการเข้าเรียนดังนี้
หลักสำคัญ การจัดการเรียนการสอนของในทุกๆ รายวิชา จะต้องน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมากำกับ ต้องยืดหยุ่นด้วยเหตุและผล คำนึงถึงการระเบิดจากภายในตัวคนคือการพัฒนาตัวคนเป็นสำคัญ ไม่ใช่ติดกรอบจนสุดโต่งหรือหลงไหลไปกับชื่อเสียงเกียรติยศจนละเลยคุณค่าจนไร้ปัญญาไป
ระเบียบหรือข้องบังคับของมหาวิทยาลัยมหาสารคามที่เกี่ยวข้องกับกรณีเช็คชื่อเข้าเรียน กำหนดไว้ในหมวดของการวัดผลประเมินผล บอกว่า "นิสิตต้องมีเวลเรียนในรายวิชาที่ลงทะเบียนเรียน ไม่น้อยกว่าร้อยละ ๘๐ ของเวลาเรียนทั้งหมดของรายวิชา จึงจะมีสิทธิ์เข้าสอบ" (จากคู่มือนิสิตระดับปริญญาตรี ปี ๕๗ ของ มมส.) และอีกข้อหนึ่งที่บอกว่า หากไม่ได้สอบปลายภาคจะมีผลการเรียนเป็น F หรือตกในรายวิชานั้นไป ดังนั้นการจัดการเรียนการสอนในมหาวิทยาลัย จึงกำหนดให้อาจารย์ทุกท่านต้องตรวจสอบการเข้าเรียนของนิสิตอยู่แล้ว ไม่ด้วยวิธีใดก็วิธีหนึ่ง...
รายวิชาศึกษาทั่วไป (ตามหลักสูตปรับปรุงใหม่ พ.ศ. ๒๕๔๘) มีหลากหลายรายวิชา แต่ละวิชามีธรรมชาติของรายวิชาซึ่งหวังผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาแตกต่างกัน บางวิชาเน้นความรอบรู้ บางวิชาเน้นทักษะการเรียนรู้ บางวิชาเน้นทักษะชีวิต และบางวิชาก็เน้นพัฒนาจิตวิญญาณในการดำรงอยู่เพื่อสังคม ดังนั้น วิธีการประเมินผลการศึกษาจึงแตกต่างหลากหลายไปตามรายวิชาในแต่ละประเภท ทำให้แนวปฎิบัติในการตรวจสอบการเข้าเรียนของอาจารย์แต่ละท่านแตกต่างกันไป
รายวิชาที่เน้นสร้างแรงบันดาลใจ ขยายความรอบรู้ รู้กว้าง รู้เท่าทันโลก ส่วนใหญ่จะจัดในห้องเรียนขนาดใหญ่ และสอนแบบบรรยาย หรือบรรยายประกอบสื่อโสต รายวิชาแบบนี้แม้มีการตรวจเช็คการเข้าเรียน ก็เพื่อปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนเรื่องความตรงต่อเวลาและความรับผิดชอบ วิธีการวัดผลส่วนใหญ่จะเป็นคะแนนจากการทดสอบและคะแนนงานที่อาจารย์มอบหมาย
รายวิชาที่เน้นด้านทักษะ เช่น ทักษะด้านภาษาที่เน้นให้ พูด อ่าน เขียน หรือทักษะการเรียนรู้และนวัตกรรมต่างๆ หรือรวมถึงทักษะด้านการสื่อสารและสารสนเทศ ซึ่งล้วนแต่ต้องออกแบบให้นิสิตได้ฝึกคิด ฝึกทำ ฝึกนำเสนอ รายวิชาเหล่านี้ จำเป็นที่นิสิตจะต้องเข้าเรียน และการตรวจเช็คต้องเป็นไปอย่างเข้มข้น ... ใครที่คิดจะจ้างค้นมาเรียนแทน ก็ลองดูครับ คนที่อยู่สำนักศึกษาทั่วไป ก็คงไม่ยอมให้คนเหล่านี้หลุดไปได้
ส่วนรายวิชาที่เน้นสร้างจิตวิญญาณ ปลูกฝังอุดมการณ์ให้เป็นที่พึ่งแก่สังคม ตามปรัชญาและอัตลักษณ์มหาวิทยาลัย ยิ่งต้องใช้วิธีการตรวจสอบที่หลากหลาย เพราะต้องออกแบบการเรียนการสอนให้นิสิตต้องเรียนรู้ผ่านกระบวนการทำงานเพื่อสังคมจริงๆ
จากประสบการณ์และจากการแลกเปลี่ยนกับอาจารย์ผู้สอนหลายท่าน พบแนวปฏิบัติในตรวจสอบการเข้าเรียนดังนี้
- ตรวจสอบด้วยการทดสอบย่อย หรือ คำถามท้ายชั่วโมง หรือให้สรุปการฟังบรรยายเป็น mind map แล้วส่งทุกคาบเรียน
- ให้ลงลายมือชื่อเข้าเรียน แล้วนับจำนวนเปรียบเทียบป้องกันการมาเรียนแทน
- ให้นั่งประจำที่นั่ง ที่นั่งใดว่าง ที่นั่งนั้นขาดเรียน และถ่ายรูปภาพรวมไว้เป็นหลักฐานในการเข้าเรียน
- ตรวจสอบจากใบงานหรือใบกิจกรรมในชั้นเรียนประจำสัปดาห์ หากไม่มาก็ไม่มีงาน
- ให้เขียนสะท้อนการเรียนรู้ (Reflection) ในแบบฟอร์ม ท้ายชั่วโมงทุกครั้ง
- เป็นต้น
หลักสำคัญ การจัดการเรียนการสอนของในทุกๆ รายวิชา จะต้องน้อมนำเอาหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมากำกับ ต้องยืดหยุ่นด้วยเหตุและผล คำนึงถึงการระเบิดจากภายในตัวคนคือการพัฒนาตัวคนเป็นสำคัญ ไม่ใช่ติดกรอบจนสุดโต่งหรือหลงไหลไปกับชื่อเสียงเกียรติยศจนละเลยคุณค่าจนไร้ปัญญาไป
วันอาทิตย์ที่ 10 เมษายน พ.ศ. 2559
รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์กับการเรียนรู้ _ เวทีพัฒนาอาจารย์ ๕๙ (๖) "ตัวตนของฉัน"
บันทึกที่ (๑) บันทึกที่ (๒) บันทึกที่ (๓) บันทึกที่ (๔) บันทึกที่ (๕)
จุดมุ่งหมายสำคัญของรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้ คือทำให้ "นิสิตรู้จักตนเอง" โดยเน้นถึงการ "รู้จักตัวตน" ของตนเอง เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะ "ละตัวตน" หรือเห็นตามเป็นจริง อันเป็นจุดหมายสูงสุดของการเกิดเป็นมนุษย์
บันทึกนี้จะบอกวิธีตัวอย่าง ที่เรียกว่า "กระดาษ ๔ พับ" ที่ท่าน อ.ธวัช นำมาแสดงให้อาจารย์ผู้สอนดูวิธีที่จะทำให้นิสิตเข้าใจและเข้าถึงตัวตนของตนเอง ผมจดจำและนำเอาประสบการณ์ตนเองมาเขียนไว้เผื่อว่าจะมีผู้นำไปปรับใช้ครับ ผู้อ่านหรือท่านที่จะนำไปใช้ ควรจะเปิดใจวางความยึดมั่นในความรู้เดิมเกี่ยวกับ "ตัวตน" ไม่ตัดสินผิดถูก ไม่เทียบเคียงเรียงลำดับ กับความรู้เดิม โดยเฉพาะทฤษฎีทางจิตต่างๆ
หลังจากละลายพฤติกรรม "นำเข้า" หรือ check-in แล้ว ให้แจกกระดาษขนาด A4 คนละแผ่น -> ใหัพับครึ่งตามขวางสองครั้ง-> แล้วพับเป็นสามส่วนบนล่างกลางให้ระยะห่างพอดี หากพับตามนี้ กระดาษ A4 จะมีรอยพับเป็น กระดาษ ๑๒ ช่อง ๔ คอลัมน์ ๓ แถว ดังภาพ
ขั้นตอนการดำเนินกิจกรรม
ต่อไปคือขั้นตอนของกิจกรรมนำเรียนรู้ตัวตนของตนเอง
ให้ระลึกถึงบุคคลประเภทต่างๆ ตั้งแต่คนที่ตนเองรักและสนิทสนมทั้งใกล้ตัวไกลตัว พ่อแม่เพื่อนสนิท เพื่อนทั่วไป เพื่อนร่วมงาน นึกถึงบุคคลที่ตนเองไม่ชอบ ไม่ชอบมากๆ และไม่ชอบเอามากๆ จนถึงขึ้นเกลียด ไม่คบ ไม่อยากร่วมกิจกรรมใดๆ จนกระทั่งคิดถึงศัตรูคู่อาฆาตในชีวิต โดยให้คิดถึงพฤติกรรมใดของคนเหล่านั้นที่ทำให้เราเกลียด ไม่ชอบ หรือไม่พอใจ จากนั้นให้เริ่มเขียนถึงพฤติกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ ๑) เริ่มที่คอลัมน์ที่ ๒ ให้เขียนพฤติกรรมของคนที่เราไม่ชอบเหล่านั้นลงในคอลัมน์ที่ ๒ โดยจัดลำดับของพฤติกรรมที่ทำให้ตนมีความรู้สึกเกลียดคือไม่ชอบมากๆ (ในแถวที่ ๑) ไม่ชอบมากแต่พอทนได้ (แถวที่ ๒) และพฤติกรรมของเพื่อนที่เราอยากให้เขาเปลี่ยนแปลง (ในแถวที่ ๒)
ขั้นที่ ๒) เขียนสิ่งตรงข้ามของคอลัมน์ที่ ๒ ลงในคอลัมน์ที่ ๓ ในแถวเดียวกัน
ขั้นที่ ๓) เขียนมุมมองเชิงบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่ทำให้เขามีพฤติกรรมแบบนั้น เช่น อาจจะเป็นเรื่องจำเป็น หรือหวังดีแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฯลฯ
ขั้นที่ ๔) สุดท้ายคือ ให้เขียนชื่อของตนเองลงมุมกระดาษ แล้วเวียนกระจายไปให้คนที่รู้จักเขียนถึงพฤติกรรมของตนที่เขารู้จัก ลงในคอลัมน์ที่ ๔
ข้อสังเกตเพื่อใช้ในการสรุป
ดังตัวอย่างด้านล่าง (สมมติครับ)
จุดมุ่งหมายสำคัญของรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้ คือทำให้ "นิสิตรู้จักตนเอง" โดยเน้นถึงการ "รู้จักตัวตน" ของตนเอง เพราะนั่นเป็นจุดเริ่มต้นของการที่จะ "ละตัวตน" หรือเห็นตามเป็นจริง อันเป็นจุดหมายสูงสุดของการเกิดเป็นมนุษย์
บันทึกนี้จะบอกวิธีตัวอย่าง ที่เรียกว่า "กระดาษ ๔ พับ" ที่ท่าน อ.ธวัช นำมาแสดงให้อาจารย์ผู้สอนดูวิธีที่จะทำให้นิสิตเข้าใจและเข้าถึงตัวตนของตนเอง ผมจดจำและนำเอาประสบการณ์ตนเองมาเขียนไว้เผื่อว่าจะมีผู้นำไปปรับใช้ครับ ผู้อ่านหรือท่านที่จะนำไปใช้ ควรจะเปิดใจวางความยึดมั่นในความรู้เดิมเกี่ยวกับ "ตัวตน" ไม่ตัดสินผิดถูก ไม่เทียบเคียงเรียงลำดับ กับความรู้เดิม โดยเฉพาะทฤษฎีทางจิตต่างๆ
หลังจากละลายพฤติกรรม "นำเข้า" หรือ check-in แล้ว ให้แจกกระดาษขนาด A4 คนละแผ่น -> ใหัพับครึ่งตามขวางสองครั้ง-> แล้วพับเป็นสามส่วนบนล่างกลางให้ระยะห่างพอดี หากพับตามนี้ กระดาษ A4 จะมีรอยพับเป็น กระดาษ ๑๒ ช่อง ๔ คอลัมน์ ๓ แถว ดังภาพ
ต่อไปคือขั้นตอนของกิจกรรมนำเรียนรู้ตัวตนของตนเอง
ให้ระลึกถึงบุคคลประเภทต่างๆ ตั้งแต่คนที่ตนเองรักและสนิทสนมทั้งใกล้ตัวไกลตัว พ่อแม่เพื่อนสนิท เพื่อนทั่วไป เพื่อนร่วมงาน นึกถึงบุคคลที่ตนเองไม่ชอบ ไม่ชอบมากๆ และไม่ชอบเอามากๆ จนถึงขึ้นเกลียด ไม่คบ ไม่อยากร่วมกิจกรรมใดๆ จนกระทั่งคิดถึงศัตรูคู่อาฆาตในชีวิต โดยให้คิดถึงพฤติกรรมใดของคนเหล่านั้นที่ทำให้เราเกลียด ไม่ชอบ หรือไม่พอใจ จากนั้นให้เริ่มเขียนถึงพฤติกรรมต่างๆ ดังต่อไปนี้
ขั้นที่ ๑) เริ่มที่คอลัมน์ที่ ๒ ให้เขียนพฤติกรรมของคนที่เราไม่ชอบเหล่านั้นลงในคอลัมน์ที่ ๒ โดยจัดลำดับของพฤติกรรมที่ทำให้ตนมีความรู้สึกเกลียดคือไม่ชอบมากๆ (ในแถวที่ ๑) ไม่ชอบมากแต่พอทนได้ (แถวที่ ๒) และพฤติกรรมของเพื่อนที่เราอยากให้เขาเปลี่ยนแปลง (ในแถวที่ ๒)
ขั้นที่ ๒) เขียนสิ่งตรงข้ามของคอลัมน์ที่ ๒ ลงในคอลัมน์ที่ ๓ ในแถวเดียวกัน
ขั้นที่ ๓) เขียนมุมมองเชิงบวก เอาใจเขามาใส่ใจเรา ที่ทำให้เขามีพฤติกรรมแบบนั้น เช่น อาจจะเป็นเรื่องจำเป็น หรือหวังดีแต่รู้เท่าไม่ถึงการณ์ ฯลฯ
ขั้นที่ ๔) สุดท้ายคือ ให้เขียนชื่อของตนเองลงมุมกระดาษ แล้วเวียนกระจายไปให้คนที่รู้จักเขียนถึงพฤติกรรมของตนที่เขารู้จัก ลงในคอลัมน์ที่ ๔
ข้อสังเกตเพื่อใช้ในการสรุป
- คอลัมน์ที่ ๓ ใช่พฤติกรรมของฉันหรือไม่? ... ถ้าใช่ แสดงว่านั่นคือส่วนหนึ่งของตัวตนที่มองตัวเอง (ฉันคิดว่าฉันเป็น)
- หากสิ่งที่เขียนในคอลัมน์ ๓ ตรงกับสิ่งที่เพื่อนเขียนในคอลัมน์ที่ ๔ แสดงว่า นั่นคือ ตัวตนที่คนอื่นก็เห็นเป็นแบบนั้น
- ถ้าคอลัมน์ที่ ๓ ไม่ใช่พฤติกรรมของฉัน แสดงว่า แม้ฉันจะชอบหรือปรารถนาแต่ว่าฉันเองก็ทำแบบนั้นไม่ได้ ดังนั้นหากจะเปลี่ยนแปลงพัฒนาให้ดีขึ้น จงเลือกที่จะพัฒนาและเปลี่ยนแปลงตนเองก่อน
- อย่างไรก็ดี แม้ว่าฉันจะเป็นแบบคอลัมน์ที่ ๓ และ ๔ ฉันก็ไม่ควรจะไปคาดหวังว่าฉันจะเปลี่ยนแปลงตามตนต้องการได้ ... วิธีที่ดีคือทำใจยอมรับ ปล่อยวาง หลังจากที่ได้ตักเตือนอย่างจริงใจด้วยความหวังดี
- จงฝึกวิธีการคิดหรือมองโลกแบบที่เรามองตอนจะเขียนคอลัมน์ที่ ๑
- สิ่งใดที่ผลักดันให้ฉันเป็นคนที่มีพฤติกรรมแบบนั้น อะไรคือความเชื่อที่อยู่เบื้องหลังพฤติกรรมแบบนั้นของฉัน เป็นความตั้งใจหรือไม่ตั้งใจ (มีสมาธิหรือไม่มีสมาธิ) รู้ตัวหรือไม่รู้ตัว (มีสติหรือไม่มีสติ) เป็นสิ่งจำเป็นหรือเพียงเห็นแล้วเกิดความอยากความต้องการ (กิเลสครอบงำหรือทำเพราะจำเป็น)
- สิ่งใด ปัจจัยใด ที่สร้างตัวฉันแบบนั้นขึ้นมา เพราะการเลี้ยงดูไหม? หรือเป็นเพราะสิ่งยั่วยวนยุ ล่อหลอกจากสิ่งแวดล้อมภายนอก หรือเป็นเพราะการปล่อยใจจากภายในตนเอง?
- หากฉันจะเปลี่ยนแปลงพัฒนาตนเองให้มีพฤติกรรมตามคอลัมน์ที่ ๓ จะต้องทำอย่างไร
- ฯลฯ
ดังตัวอย่างด้านล่าง (สมมติครับ)
วันเสาร์ที่ 9 เมษายน พ.ศ. 2559
รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์กับการเรียนรู้ _ เวทีพัฒนาอาจารย์ ๕๙ (๕) "สอนแบบอุปนัย"
บันทึกที่ (๑) บันทึกที่ (๒) บันทึกที่ (๓) บันทึกที่ (๔)
ช่วงเวลาหลังจากการสาธิตการสอนของ อ.ธวัช เราถกกันว่า การสอนในรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้ ควรจะเน้นแบบไหน รศ.อุดมศักดิ์ บอกว่า เราสามารถแบ่งการสอนได้เป็นสองแบบ คือ
กระบวนการที่อาจารย์ผู้สอนแลกเปลี่ยนกัน ที่เริ่มตั้งแต่ การละลายพฤติกรรมหรือ "Check In" ตามบันทึกที่ (๑) ->ทำกิจกรรม->อภิปราย นำเสนอ แลกเปลี่ยน -> สะท้อนการเรียนรู้ ->สรุปด้วยองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและข้อเท็จจริง เหล่านี้ สอดคล้องกับวิธีการสอนแบบอุปนัย ไม่ใช่แบบนิรนัยที่เริ่มจากการบรรยาย ...
ผมคิดว่าอาจารย์ผู้สอนควรสร้างข้อตกลง (และปลงใจ) กันไปเลยว่า เราจะสอนแบบอุปนัยในรายวิชานี้ ซึ่งเราสามารถทำได้แน่ เพราะการไม่สอบกลางภาคเรียนนั้น คือการผลักดันและเอื้อให้จัดการเรียนแบบนี้
ช่วงเวลาหลังจากการสาธิตการสอนของ อ.ธวัช เราถกกันว่า การสอนในรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้ ควรจะเน้นแบบไหน รศ.อุดมศักดิ์ บอกว่า เราสามารถแบ่งการสอนได้เป็นสองแบบ คือ
- ๑ คือ แบบอุปนัย (inductive) คือ "สอนจากปฏิบัติไปสู่ทฤษฎี" หรือ "สอนจากเล็กไปใหญ่" สอนจากกรณีตัวอย่างเป็นกรณีๆ แล้วนำไปสู่ทฤษฎี กฎ หรือองค์ความรู้
- ๒ คือ แบบนิรนัย (deductive) คือ "สอนจากทฤษฎีไปสู่ปฏิบัติ" หรือ "สอนจากใหญ่ไปเล็ก" สอนโดยเริ่มจากการบอกกฎ ทฤษฎี หรือองค์ความรู้ ก่อนที่จะไปสู่การนำเอาองค์ความรู้ไปปรับใช้ในการปฏิบัติ
กระบวนการที่อาจารย์ผู้สอนแลกเปลี่ยนกัน ที่เริ่มตั้งแต่ การละลายพฤติกรรมหรือ "Check In" ตามบันทึกที่ (๑) ->ทำกิจกรรม->อภิปราย นำเสนอ แลกเปลี่ยน -> สะท้อนการเรียนรู้ ->สรุปด้วยองค์ความรู้เชิงทฤษฎีและข้อเท็จจริง เหล่านี้ สอดคล้องกับวิธีการสอนแบบอุปนัย ไม่ใช่แบบนิรนัยที่เริ่มจากการบรรยาย ...
ผมคิดว่าอาจารย์ผู้สอนควรสร้างข้อตกลง (และปลงใจ) กันไปเลยว่า เราจะสอนแบบอุปนัยในรายวิชานี้ ซึ่งเราสามารถทำได้แน่ เพราะการไม่สอบกลางภาคเรียนนั้น คือการผลักดันและเอื้อให้จัดการเรียนแบบนี้
..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/604630
บันทึกที่ (๑) บันทึกที่ (๒) บันทึกที่ (๓) ..... อ่านต่อได้ที่: https://www.gotoknow.org/posts/604630
วันพุธที่ 6 เมษายน พ.ศ. 2559
รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์กับการเรียนรู้ _ เวทีพัฒนาอาจารย์ ๕๙ (๔) "สมอง ๓ ชั้น ปัญญา ๓ ฐาน โดย อ.ธวัช ชินราศรี"
บันทึกที่ (๑) บันทึกที่ (๒) บันทึกที่ (๓)
ผมสังเกตว่า การเรียนรู้ในวงเวทีนี้ ถูกยกระดับขับไปด้วยความอยากรู้ของ อ.พีรยศ หลายครั้ง โดยเฉพาะการตั้งคำถามแบบเจาะจงแล้วส่งไมค์ให้ใครตอบแบบทำให้ดู เช่น ครั้งหนึ่งบอกว่า ท่านยังไม่ได้เป็นอาจารย์ผู้สอน เลยอยากให้ อ.ธวัช อธิบายให้ฟังหน่อยว่า สมอง "๓ ชั้นปัญญา ๓ ฐาน" คืออะไร? นำไปใช้อย่างไร? ฯลฯ ...
ผมจับประเด็น ทำความเข้าใจ และบันทึกไว้ เผื่อว่าท่านอื่นๆ จะเอาไปใช้เป็นสื่อการสอนครับ
ประเด็นสำคัญๆ ตามลำดับ (จากเหตุ->ผล)...
ผมสังเกตว่า การเรียนรู้ในวงเวทีนี้ ถูกยกระดับขับไปด้วยความอยากรู้ของ อ.พีรยศ หลายครั้ง โดยเฉพาะการตั้งคำถามแบบเจาะจงแล้วส่งไมค์ให้ใครตอบแบบทำให้ดู เช่น ครั้งหนึ่งบอกว่า ท่านยังไม่ได้เป็นอาจารย์ผู้สอน เลยอยากให้ อ.ธวัช อธิบายให้ฟังหน่อยว่า สมอง "๓ ชั้นปัญญา ๓ ฐาน" คืออะไร? นำไปใช้อย่างไร? ฯลฯ ...
ผมจับประเด็น ทำความเข้าใจ และบันทึกไว้ เผื่อว่าท่านอื่นๆ จะเอาไปใช้เป็นสื่อการสอนครับ
ประเด็นสำคัญๆ ตามลำดับ (จากเหตุ->ผล)...
- นักวิทยาศาสตร์พิสูจน์แล้วว่า สมองของมนุษย์คือสิ่งสำคัญที่ทำให้สามารถเรียนรู้และฉลาด แต่สิ่งที่น่าประหลาดใจคือ มนุษย์ไม่ได้ใช้ความสามารถของสมองตนเองเต็มที่ ดังนั้น หากรู้เรื่องสมองและดึงศักยภาพของสมองออกมาใช้ได้ดี จะทำให้ผลสัมฤทธิ์ของการเรียนรู้และการทำงานดีขึ้น
- การศึกษาเรื่องสมองเจริญรุดหน้าด้วยเครื่องมือที่ทันสมัย เช่น เครื่อง MRI (Magneto-Resistance Imaging) ทำให้นักวิทยาศาสตร์รู้ว่า สมองแต่ละส่วนทำงานประสานแต่ละหน้าที่พฤติกรรมแตกต่างไป เช่น สมองชั้นใน (วงสีดำ) ควบคุมเกี่ยวกับการกระทำ เคลื่อนไหว ทรงตัว ออกแรง ต่อสู้ ฯลฯ สมองชั้นกลาง (วงสีน้ำเงิน) ส่งผลเปลี่ยนแปลงเมื่อมีการแสดงอารมณ์ รัก เมตตา ริษยา โกรธ เกลียด ฯลฯ ส่วนสมองชั้นนอก จะบอกพฤติกรรมของมนุษย์ที่มีคุณธรรม ความดี สร้างสรรค์ แบ่งปัน เอื้อเฟื้อ ฯลฯ สมองทั้ง ๓ ชั้นนี้ ศ.นพ.ประเวศ วะสี ท่านเรียกชื่อใหม่ให้เข้าใจง่ายว่า สมองตะกวด สมองแมว และสมองคน ตามลำดับ
- ในขณะที่วิทยาศาสตร์เจริญ ผู้ที่สนใจทางปรัชญา จิตวิทยา และศาสนา ก็มีผู้ศึกษาเรียนรู้จนเห็นแจ้งมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะพระพุทธศาสนา ซึ่งปราชญ์ผู้รู้บางท่านบอกว่า น่าจะเป็น "ศาสตร์" มากกว่าเป็น "ศาสนา" เพราะไม่ได้มุ่งเน้นที่ศรัทธา แต่มุ่งท้าทายให้พิสูจน์ด้วยการนำมาปฏิบัติให้ "รู้" ให้อยู่เหนือ "การคิด" สอดคล้องกับกระบวนการทางวิทยาศาสตร์อย่างยิ่ง แตกต่างกันเพียงมุมมองของสิ่งสำคัญต่างกัน วิทยาศาสตร์ปัจจุบันบอกว่า "สมองเป็นใหญ่" แต่พุทธวิจัยนั้นบอกว่า "ใจเป็นประธาน"
- เมื่อมุมมองต่างกัน คำตอบของคำถามวิจัยจึงต่างกันคนละขั้ว เช่น ๑) ถ้าคลื่นสมองต่ำจนอยู่ในช่วงที่เรียกว่าอัลฟ่าจะทำให้จิตใจสบายผ่อนคลาย กับอีกมุมกลับกันว่า ๒) ถ้าทำใจให้สบาย ผ่อนคลาย จะทำให้คลื่นสมองต่ำลงจนอยู่ในช่วงคลื่นอัลฟ่า ฯลฯ
- วิทยาศาสตร์เห็นดัวยกับแบบแรก จึงศึกษาค้นคว้าและวิจัยยาชนิดต่างๆ ที่ฉีดเข้าไปในร่างกายแล้วทำให้ผ่อนคลาย ผลิตอาหารกินแล้วดี เช่นบอกว่ากินช็อคโกแล็ตจะทำให้ผ่อนคลายหายปวดหัว หรือบ้างก็บอกว่าให้ไปออกกำลังกาย ให้ไปฟังเพลงฟังดนตรี หรือบางตำราบอกให้มีเซ็กซ์ เหล่านี้ล้วนแต่เป็นวิธี บนฐานความเชื่อนี้ทั้งนั้น
- ส่วนด้านศาสนาสอนให้คนรู้คุณค่าของมนุษย์ โดยเน้นด้านจิตใจ หลากหลายวิธีการแตกต่างไป หลายศาสนาใช้ศรัทธาเพื่อควบคุมจิตใจ ไม่ให้หลงผิด หลงทำ หลงนำสิ่งไม่ดีสู่ชีวิต ส่วนพุทธศาสนาเน้นแนวปฏิบัติไปสู่การหลุดพ้นจากความทุกข์ด้วยหนทางแห่งมรรคา ๘ ประการ ซึ่งย่อมาเป็น ศีล->สมาธิ->ปัญญา สู่การรู้แจ้งความจริงแท้ (อริยสัจ ๔) เห็นแจ้งนิพพาน
- จิตตปัญญาศึกษา (วิถีพุทธ) เห็นตามข้อ ๒) และปรับเอาความรู้ด้านประสาทวิทยา มาใช้บูรณาการเพื่อพัฒนากระบวนการเรียนรู้สู่ความจริงสูงสุด ดังนั้นการเรียนรู้ธรรมชาติของสมองจึงสำคัญ และมีส่วนสัมพันธ์กับกระบวนการเรียนรู้ตามแนวทางจิตตปัญญาศึกษา (วิถีพุทธ)
ประเด็นสำคัญจากการฟังครู
- การทำงานของสมอง แบ่งได้เป็น ๒ โหมด คือ โหมดปกติ (ในพื้นที่สีฟ้าด้านบน) และโหมดปกป้อง (พื้นที่สีเหลือด้านล่าง) โหมดปกติจะผ่อนคลาย เรียนรู้ สมองจะอยู่ในคลื่นอัลฟ่า ส่วนโหมดปกป้อง สมองจะเครียดหรือหลงฟุ้งซ่าน ไม่เหมาะกับการทำงานหรือเรียนรู้ สมองจะอยู่ในช่วงคลื่นเบต้า
- มนุษย์อาจเรียนรู้จากฐานทั้ง ๓ ได้แก่ ฐานกาย ฐานคิด และฐานใจ ฐานกายมักใช้สมองชั้นใน ฐานใจจะใช้สมองชั้นกลาง ส่วนสมองชั้นนอกจะเกี่ยวข้องกับฐานคิด ซึ่ง "จิต" จะทำหน้าที่ "รับรู้" ที่ฐานกาย "รู้สึก" ที่ฐานใจ และ "ระลึกเห็น" จากฐานคิดด้วย
- ควบคุมสมองชั้นในต้องใช้ "ศีล" ประคองสมองชั้นกลางด้วย "สมาธิ" และ "พรหมวิหาร ๔" มีเมตตา กรุณา มุฑิตา และอุเบกขาเป็นที่สุด ส่วนสมองชั้นนอกต้องฝึกการคิดโดยแยบคาย หรือ โยนิโสมนสิการ ทั้ง ๑๐ ประการ (โปรดเน้นสอน)
- หากเห็นผิด คิดผิด เห็นกงจักรเป็นดอกบัว...ก็จบ .... (โหมดปกป้องการเข้าสู่นิพพาน)
- แม้นเห็นถูก คิดถูก คิดดี ไม่โกรธ เกลียด ริษยา (คือมีสัมมาสติ) แต่ถ้าไม่มีสมาธิ ความเพียร ไม่สม่ำเสมอ ขาดตอน... นิวรณ์ก็ยังจะครอบงำ .... (ยังอยู่ในโหมดปกป้องการเข้าสู่นิพพาน)
- แต่สำหรับผู้เริ่มต้นอย่างเรา ... ถ้าจะเข้าสู่โหมดปกติ ต้องมีสัมมาสติ เอาชนะกิเลสอย่างหยาบ เบื้องต้นก่อน
- อ.ธวัช บอกว่า สุดยอดของสมองชั้นต้นคือ ศีล สุดยอดของสมองชั้นกลาง (ท่านคงหมายถึงปลายทาง หรืออีกฝากของ "สะพาน") คืออุเบกขา และสุดยอดของปัญญาจากสมองชั้นนอกคือ การสร้างสรรค์และการจับประเด็น
ผมชอบจับประเด็น ...
แต่ถ้าจะให้เห็นจริงอย่างที่ท่านพูด คงต้องฝึกต่อไป .....
บันทึกหน้ามาว่ากันเรื่องมุมมองของปราชญ์แห่งวิชานี้ทั้งสองท่าน
อ.อุดมศักดิ์ และ อ.ธวัช.... สนุกครับ
วันศุกร์ที่ 1 เมษายน พ.ศ. 2559
รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์กับการเรียนรู้ _ เวทีพัฒนาอาจารย์ ๕๙ (๓) "จุดมุ่งหมายรายวิชา"
บันทึกที่ (๑) บันทึกที่ (๒)
ก่อนจะนำสู่การแลกเปลี่ยนระสบการณ์ กระบวนกรได้นำอาจารย์ผู้สอนให้ย้อนมาปรับเป้าหมายของรายวิชาอีกครั้งหนึ่ง (น่าจะเรียกได้ว่านี่คือ BAR ของงานสำหรับอาจารย์ผู้สอน)
ผมเข้าใจว่า อ.จุ้ย (กระบวนกร) ไม่ต้องการให้ได้เนื้อหาออกมาว่าจุดประสงค์คืออะไร แต่น่าจะเป็นกลยุทธ์รวมใจ ทบทวนเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมสู่การเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนจะเข้ากระบวนการแบ่งปันต่อไป เพราะไม่ได้ให้สะท้อนเรียงทีละคน แต่เปิดโอกาสให้กับอาจารย์ที่อยากพูด ผมจับประเด็นโดยใช้กรอบคิดว่า นิสิตควรจะมีผลการเรียนรู้ครอบคลุม ๓ ส่วน ได้แก่ เนื้อหา ทักษะ และศรัทธา(+ปัญญา) ดังภาพ
มีอาจารย์ท่านหนึ่งสะท้อนด้วยว่า เป้าหมายยังไม่ชัดเจน ในขณะที่อาจารย์ส่วนใหญ่บอกเป้าหมายได้ชัดเจน คือ อยากเห็นนิสิตที่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติ สมาธิ รู้เนื้อรู้ตัว รู้จักตนเอง รู้ดี รู้ไม่ดี และมีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ สองความเห็นนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพราะจุดประสงค์ส่วนใหญ่ที่กำหนดไว้เป็นนามธรรม ที่นำมาแสดงได้ยากยิ่ง
ก่อนจะนำสู่การแลกเปลี่ยนระสบการณ์ กระบวนกรได้นำอาจารย์ผู้สอนให้ย้อนมาปรับเป้าหมายของรายวิชาอีกครั้งหนึ่ง (น่าจะเรียกได้ว่านี่คือ BAR ของงานสำหรับอาจารย์ผู้สอน)
ผมเข้าใจว่า อ.จุ้ย (กระบวนกร) ไม่ต้องการให้ได้เนื้อหาออกมาว่าจุดประสงค์คืออะไร แต่น่าจะเป็นกลยุทธ์รวมใจ ทบทวนเป้าหมาย และเตรียมความพร้อมสู่การเรียนรู้ร่วมกัน ก่อนจะเข้ากระบวนการแบ่งปันต่อไป เพราะไม่ได้ให้สะท้อนเรียงทีละคน แต่เปิดโอกาสให้กับอาจารย์ที่อยากพูด ผมจับประเด็นโดยใช้กรอบคิดว่า นิสิตควรจะมีผลการเรียนรู้ครอบคลุม ๓ ส่วน ได้แก่ เนื้อหา ทักษะ และศรัทธา(+ปัญญา) ดังภาพ
มีอาจารย์ท่านหนึ่งสะท้อนด้วยว่า เป้าหมายยังไม่ชัดเจน ในขณะที่อาจารย์ส่วนใหญ่บอกเป้าหมายได้ชัดเจน คือ อยากเห็นนิสิตที่เป็นมนุษย์ที่สมบูรณ์ มีสติ สมาธิ รู้เนื้อรู้ตัว รู้จักตนเอง รู้ดี รู้ไม่ดี และมีพัฒนาการการเปลี่ยนแปลง ฯลฯ สองความเห็นนี้ไม่ได้ขัดแย้งกัน เพราะจุดประสงค์ส่วนใหญ่ที่กำหนดไว้เป็นนามธรรม ที่นำมาแสดงได้ยากยิ่ง
รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๔ ความเป็นมนุษย์กับการเรียนรู้ _ เวทีพัฒนาอาจารย์ ๕๙ (๒) "จิตตกรสอนตน"
บันทึกที่ (๑)
กิจกรรม "เติม" แรกของกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ทีมกระบวนกรนำมาแบ่งปันคือ "จิตตกรสอนตน" (ผมตั้งชื่อเองครับ... เพราะจำไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้มีชื่อไหม) วิธีการคือแบ่งกลุ่มๆ ละ ๔ ท่าน นั่งล้อมเป็นวง เว้นตรงกลางไว้ให้เห็นผลงานของกันและกัน อุปกรณ์ก็มีเพียงพู่กัน ๑ อัน กระดาษครึ่งแผ่น A4 และมีสีน้ำที่ละลายไว้ในแก้ว ๓ ใบให้เลือก ๓ สี และกำหนดเงื่อนไขอีกว่า "ห้ามระบายแบบวาดหรือปาดพู่กันลงในกระดาษ แต่ให้ใช้วิธี จุด-> หยุด->ยก ดูผลงานของอาจารย์ครับ
ผมจงใจใช้คำว่า "จิตตกร" ไม่ใช่คำว่า "จิตรกร" เพราะคำสองคำนี้ให้ความหมายแตกต่างกันคนละมุมมอง ภาษาฟิสิกส์เขาเรียกว่า คนละจุดสังเกต คนละกรอบอ้างอิง ดังจะอธิบายต่อไปนี้
ภาษาอังกฤษของคำว่า "จิตรกร" คือ painting ซึ่งแปลเป็นคำไทยตรงๆ ว่า ช่างเขียนภาพ ช่างวาดภาพ แต่ถ้าสืบค้นด้วยคำว่า "Painting" จะได้ความหมายกว้างขึ้น คือ ภาพวาด การทาสี การระบายสี และเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า Painting (เพ้นติ้ง) คือการระบายสี
ผมตีความว่า นี่คือตัวอย่างหนึ่งของขีดจำกัดของวจนภาษา ที่ไม่อาจจะนำมาสื่อสารงานศิลปะได้ดีพอ เพราะทุกชิ้นงานของการระบายสี ไม่น่าจะเรียกได้ว่า "จิตรกรรม" ที่แปลว่า ทำได้อย่างดี เลิศ ออกจากมือของ "จิตรกร" (จิตร เป็นภาษาสันสกฤตว่า แปลว่า ดี เลิศ งาม หลากหลาย "กร" แปลว่ามือ ) แต่สิ่งอันนั้นๆ เรียกได้ว่าเพ้นติ้งทั้งหมด ดังนั้นคำว่า "จิตรกร" จึงเป็นมุมมองของการเอา ความงามของชิ้นงานศิลป์เป็นสำคัญ
ส่วนคำว่า "จิตตกร" ยังไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ (หรืออาจมีแต่ผมไม่ทราบ) มาจากคำว่า "จิตต" เป็นภาษาบาลี แปลว่า จิต หรือ ใจ ในขณะที่ระบายสีด้วย "กร" คือมือ โดยไม่ได้มุ่งหวังว่างานชิ้นนั้นจะออกมาดีเลิศประการใด แต่มุ่งให้ผู้ระบายได้ศึกษาเรียนรู้สภาวะของจิตใจตนเองเป็นสำคัญ ด้วยหมายความแบบนี้จึงได้ใช้คำว่า "จิตตกร" แทนที่จะใช้คำว่า "จิตรกร"
เทคนิคของกิจกรรมนี้ คือการผสมสีน้ำที่เจือจางมากๆ และใส่เงื่อนไขว่าไม่ให้ระบายหรือละเลง ซึ่งก็ได้ผล เพราะหลายคนสะท้อนว่า รำคาญ หงุดหงิด และเสนอความคิดย้อนแย้งว่า ควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้ ฯลฯ
สิ่งที่น่าจะนำไปปรับใช้ต่อได้ในการเรียนการสอน คือ หลักการสร้างเงื่อนไขให้ใจต้องฝืนกับความเคยชินความสุข ข้อควรระวังน่าจะอยู่ที่ว่า เงื่อนไขนั้นต้องไม่ทำให้เกิดความทุกข์มากเกินไป จนทำให้ใจพาสมองเข้าโหมดปกป้อง ... ซึ่งยากมากเพราะพื้นฐานนิสิตที่หลากหลายเหลือคณา....
ภาพด้านล่างคือ สิ่งที่ผมจับประเด็นจากการสะท้อนการเรียนรู้ของอาจารย์หลังจากทำกิจกรรมนี้ โดยใช้กรอบความคิดของพฤติกรรมจาก ๓ ฐาน คือ อารมณ์หรืออาการฐานใจ ฐานคิด และฐานกาย
ผมมีความเห็นว่า นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้นี้ น่าจะมีทักษะในการแยกแยะและเรียนรู้จากทั้ง ๓ ฐาน อย่างดีระดับหนึ่งครับ
ขอบคุณกิจกรรมดีๆ โอกาสต่อไป คงมีมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ
กิจกรรม "เติม" แรกของกระบวนการเรียนรู้ร่วมกันที่ทีมกระบวนกรนำมาแบ่งปันคือ "จิตตกรสอนตน" (ผมตั้งชื่อเองครับ... เพราะจำไม่ได้ว่ากิจกรรมนี้มีชื่อไหม) วิธีการคือแบ่งกลุ่มๆ ละ ๔ ท่าน นั่งล้อมเป็นวง เว้นตรงกลางไว้ให้เห็นผลงานของกันและกัน อุปกรณ์ก็มีเพียงพู่กัน ๑ อัน กระดาษครึ่งแผ่น A4 และมีสีน้ำที่ละลายไว้ในแก้ว ๓ ใบให้เลือก ๓ สี และกำหนดเงื่อนไขอีกว่า "ห้ามระบายแบบวาดหรือปาดพู่กันลงในกระดาษ แต่ให้ใช้วิธี จุด-> หยุด->ยก ดูผลงานของอาจารย์ครับ
ผมจงใจใช้คำว่า "จิตตกร" ไม่ใช่คำว่า "จิตรกร" เพราะคำสองคำนี้ให้ความหมายแตกต่างกันคนละมุมมอง ภาษาฟิสิกส์เขาเรียกว่า คนละจุดสังเกต คนละกรอบอ้างอิง ดังจะอธิบายต่อไปนี้
ภาษาอังกฤษของคำว่า "จิตรกร" คือ painting ซึ่งแปลเป็นคำไทยตรงๆ ว่า ช่างเขียนภาพ ช่างวาดภาพ แต่ถ้าสืบค้นด้วยคำว่า "Painting" จะได้ความหมายกว้างขึ้น คือ ภาพวาด การทาสี การระบายสี และเข้าใจว่าคนไทยส่วนใหญ่เข้าใจว่า Painting (เพ้นติ้ง) คือการระบายสี
ผมตีความว่า นี่คือตัวอย่างหนึ่งของขีดจำกัดของวจนภาษา ที่ไม่อาจจะนำมาสื่อสารงานศิลปะได้ดีพอ เพราะทุกชิ้นงานของการระบายสี ไม่น่าจะเรียกได้ว่า "จิตรกรรม" ที่แปลว่า ทำได้อย่างดี เลิศ ออกจากมือของ "จิตรกร" (จิตร เป็นภาษาสันสกฤตว่า แปลว่า ดี เลิศ งาม หลากหลาย "กร" แปลว่ามือ ) แต่สิ่งอันนั้นๆ เรียกได้ว่าเพ้นติ้งทั้งหมด ดังนั้นคำว่า "จิตรกร" จึงเป็นมุมมองของการเอา ความงามของชิ้นงานศิลป์เป็นสำคัญ
ส่วนคำว่า "จิตตกร" ยังไม่มีคำแปลเป็นภาษาอังกฤษ (หรืออาจมีแต่ผมไม่ทราบ) มาจากคำว่า "จิตต" เป็นภาษาบาลี แปลว่า จิต หรือ ใจ ในขณะที่ระบายสีด้วย "กร" คือมือ โดยไม่ได้มุ่งหวังว่างานชิ้นนั้นจะออกมาดีเลิศประการใด แต่มุ่งให้ผู้ระบายได้ศึกษาเรียนรู้สภาวะของจิตใจตนเองเป็นสำคัญ ด้วยหมายความแบบนี้จึงได้ใช้คำว่า "จิตตกร" แทนที่จะใช้คำว่า "จิตรกร"
เทคนิคของกิจกรรมนี้ คือการผสมสีน้ำที่เจือจางมากๆ และใส่เงื่อนไขว่าไม่ให้ระบายหรือละเลง ซึ่งก็ได้ผล เพราะหลายคนสะท้อนว่า รำคาญ หงุดหงิด และเสนอความคิดย้อนแย้งว่า ควรทำอย่างนั้น ควรทำอย่างนี้ ฯลฯ
สิ่งที่น่าจะนำไปปรับใช้ต่อได้ในการเรียนการสอน คือ หลักการสร้างเงื่อนไขให้ใจต้องฝืนกับความเคยชินความสุข ข้อควรระวังน่าจะอยู่ที่ว่า เงื่อนไขนั้นต้องไม่ทำให้เกิดความทุกข์มากเกินไป จนทำให้ใจพาสมองเข้าโหมดปกป้อง ... ซึ่งยากมากเพราะพื้นฐานนิสิตที่หลากหลายเหลือคณา....
ภาพด้านล่างคือ สิ่งที่ผมจับประเด็นจากการสะท้อนการเรียนรู้ของอาจารย์หลังจากทำกิจกรรมนี้ โดยใช้กรอบความคิดของพฤติกรรมจาก ๓ ฐาน คือ อารมณ์หรืออาการฐานใจ ฐานคิด และฐานกาย
ผมมีความเห็นว่า นิสิตที่ลงทะเบียนเรียนรายวิชาความเป็นมนุษย์และการเรียนรู้นี้ น่าจะมีทักษะในการแยกแยะและเรียนรู้จากทั้ง ๓ ฐาน อย่างดีระดับหนึ่งครับ
ขอบคุณกิจกรรมดีๆ โอกาสต่อไป คงมีมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันนะครับ
สมัครสมาชิก:
บทความ (Atom)







