วันพฤหัสบดีที่ 19 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

งานพัฒนาอาจารย์ด้านการเรียนการสอน_๐๓ : การวัดผลประเมินผลการศึกษา เรียนรู้จาก รศ.ดร.ประสาท เนืองเฉลิม

ช่วงที่ ๒ ของหลักสูตรพัฒนาอาจารย์ด้านการเรียนการสอน หลักสูตร วัดผลประเมินผลและออกข้อสอบ เพื่อพัฒนาทักษะในศตวรรษที่ 21 ได้รับความร่วมมือ (อย่างยิ่ง) จากรองศาสตราจารย์ ดร.ประสาท เนืองเฉลิม ภาควิชาหลักสูตรและการสอน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม  ในหัวเรื่องเกี่ยวกับการออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้เพื่อผู้เรียนในศตวรรษที่ ๒๑  "รูปแบบการเรียนการสอน ในศตวรรษที่ 21"
ผมขอถอดบทเรียนไว้ในบันทึกนี้ เพื่อให้อาจารย์ที่ยังไม่ได้เข้ารับการอบรมได้นำไปศึกษาด้วยตนเองต่อไป



  • กระบวนทัศน์ในการจัดการเรียนการสอนกำลังเปลี่ยนไป จากเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ (Student Center) ไปเป็น เน้นทักษะที่จำเป็นสำหรับการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑ (21st Century Skills) เป็นสำคัญ 
  • แต่เดิม แม้จะบอกว่า ผู้เรียนเป็นสำคัญ แต่จริงๆ แล้วมักมองว่า ผู้สอนสำคัญยิ่งกว่า เพราะผู้สอนเป็นนักออกแบบการเรียนการสอน และเป็นนักประเมิน  และในคำอธิบายรายวิชาหรือเป้าหมายในการเรียนรู้ ส่วนใหญ่มักเน้นไปที่ความรู้ (Knowledge, K) เป็นหลัก ทำให้การสอนเป็นลักษณะของการถ่ายทอด (ยัดเยี้ยด) ความรู้ให้เยอะๆ  (เมื่อความรู้เพิ่มมากขึ้น จึงเกิดปัญหาสอนไม่ทัน)
  • แต่การจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ ๒๑ นั้น ต้องมองว่า ผู้เรียนได้เรียนรู้อะไร ทำอะไรได้ ไม่ใช่อาจารย์สอนอะไร  
  • ถ้าข้อสอบของเราเป็นการวัดความรู้ความจำ แสดงว่า เราสอนแบบป้อนความรู้เป็นอย่างไร 


  • ในด้านการเรียนการสอน มีคำสำคัญ ๒ คำคือ การเรียน กับ การสอน  ในยุคนี้ อาจารย์อย่านึกว่า ผู้เรียนได้เรียนเมื่ออาจารย์สอนอย่างเดียว  เพราะวิธีการการเรียนรู้ของผู้เรียนเปลี่ยนไปมาก 
  •  วิธีการสอนจะเปลี่ยนไป  การสอนแบบป้อนอาจต้องน้อยลง 

  • ในระบบของ สกอ. ปัจจุบัน สัมพันธ์กับการเรียนการสอนอย่างเป็นระบบ  มคอ.๒ ว่าเรื่องการศึกษาของหลักสูตร มคอ.๓ เตรียมว่าจะจัดการเรียนรู้อย่างไร (ให้อาจารย์ทำ) มคอ.๕. บอกว่าผู้เรียนได้เรียนรู้อะไรบ้าง ผลเป็นอย่างไร มคอ.๗. ตอบว่าผู้เรียนเกิดผลลัพธ์การเรียนรู้อย่างไร  


  • ช่องทางการเรียนรู้และการเกิดองค์ความรู้เปลี่ยนไป ผู้เรียนเรียนจากหลากหลายช่องทาง  ไม่ใช่จากผู้สอนเพียงอย่างเดียวแล้ว 



  • อินเตอร์เน็ตของทุกสรรพสิ่ง (Internet of Things)  ทำให้กระบวนการเรียนรู้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง 



  • SEMEO ได้ประกาศคุณสมบัติของครู ในวันที่ ๒๙ พฤศจิกายน ๒๕๖๑  บอกว่า  ครูของทั้งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ จะต้องมีสมรรถนะคือ 
    • รู้เนื้อหาที่ตนเองสอน 
    • มีทักษะในการวิเคราะห์ ออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอน  พัฒนาการสอนของตนเองให้ดีขึ้นทุกวัน
    • ครูจะต้องเป็นหุ้นส่วนกับชุมชน 
    • ครูจะต้องเป็นผู้ช่วยให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้ 



  • หากอาจารย์รู้และเข้าใจหลัก CIA จะสามารถนำไปใช้ในการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเองได้ตลอดชีวิต 
  • C คือ Curriculum  คือหลักสูตร  I คือ Instruction คือ  การสอน และ A คือ Assessment คือ การวัดและประเมินผล 


  • หลักสูตร คือ สิ่งที่คาดหวัง +โครงสร้างรายวิชา + เนื้อหา + กิจกรรมการเรียนรู้ + เวลา 
  • การสอน ในยุคศตวรรษที่ ๒๑ ก็มีหลากหลาย  Project-based Learning, Problem-based Learning ฯลฯ 
  • เทคนิคการสอนก่อนเรียนอย่างหนึ่ง คือ การนำเอาสื่อสังคมออลไนล์มาใช้บูรณาการกับการเรียนการสอน 
  • การวัดผลประเมินผล  สามารถทำได้หลากหลายวิธี  วิธีที่ง่ายและใช้ได้ผลดีคือ การตั้งคำถาม  แต่ต้องระวังไม่ให้ผู้เรียนรู้สึกไม่เท่าเทียม  ควรใช้วิธีการสุ่ม 

  • การสอน ในศตวรรษที่ ๒๑  อาจารยผู้สอนจำเป็นต้องมี PCK คือ 
    • Pedagogy ทักษะด้านการออกแบบการเรียนการสอน 
    • Content เนื้อหาที่จำเป็น 
    • Knowledge องค์ความรู้ 



  • แน่นอนว่า อาจารย์ทุกท่าน ต้องรู้ว่า อะไรคือ ทักษะในศตวรรษที่ ๒๑ เพราะ เป็นเป้าหมายของการเรียนรู้ที่อาจารย์ต้องออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เกิดกับผู้เรียน 
  • ๑๐ เปอร์เซ็นต์ของมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ด มี course online
  • ผู้เรียนเปลี่ยนไป  ผู้เรียนยุคใหม่ออไลน์ตลอด



  • ทักษะที่จำเป็นสำหรับศตวรรษที่ ๒๑ ได้แก่  4R-4H-8C  ดังสไลด์  



  • ความรู้เพิ่ม ธรรมชาติการเรียนรู้ของผู้เรียนเปลี่ยนไป
  • เราไม่ควรตั้งคำถามว่า "เราจะสอนอย่างไร"  แต่เราควรตั้งคำถามว่า "เด็กเรียนรู้อย่างไร"  
  • ธรรมชาติของผู้เรียนแต่ละสาขาไม่เหมือนกัน  เราต้องเรียนรู้ธรรมชาติของผู้เรียนก่อน 
  • เมื่อรู้ผู้เรียนแล้วค่อยมาออกแบบด้วย PCK โดยใช้หลัก OBE  ที่กล่าวไปแล้ว




  • ธรรมชาติของผู้เรียนยุคใหม่ จะ 
    • ชอบอะไรที่เร็วๆ ชัด สั่งงานมาเลย ให้ทำอะไรก็ได้ มีงานให้ มีงานส่ง อาจารย์ไม่ต้องพูดมาก บอกมาเลย  อาจารย์จะเก็บคะแนนอย่างไรก็ได้ ขอให้เร็วๆ  
    • ทำงานตรงไหนก็ได้ ขอให้มีอินเตอร์เน็ต มีคอมพิวเตอร์   ดังนั้น เราจะไม่สามารถไปยึดโทรศัพท์ได้  ทุกที่ ทุกเวลา
    • มีความเป็นตัวของตัวเองสูง  เราจะยุ่งจัดการกับชีวิตของทุกเรื่องไม่ได้ 
    • ในขณะเดียวกัน เขาก็มีความเป็นสาธารณะสูง ทุกคนมีหน้าเฟสบุ๊คเป็นของตนเอง  และนำเสนอสิ่งที่ตนเองทำต่อสาธารณะตลอด  ชอบแช็ท 
    • พวกเขาจะทักมาไม่เลือกเวลา  อาจารย์ต้องเข้าใจ  แค่เพียงตอบไปบ้าง 
    • ชอบแชร์ในสิ่งที่ตนเองสนใจ 
    • ชอบซื้อของทางอินเตอร์เน็ต  หลายคนเป็นผู้ขายสินค้าทางอินเตอร์เน็ต 
    • ผู้เรียนส่วนใหญ่ มักไม่ได้กินข้าวเช้า ดังนั้น เวลาสัก ๑๑ นาฬิกา มักเริ่มหิวแล้ว 
    • พวกเขาต้องการได้ช่องทางและโอกาสในการประกอบอาชีพในอนาคต 
    • ชอบนำเสนอ มีโลกส่วนตัว มีช่องส่วนตัว จะแอบแสดงความสามารถของตนเองทางยูทูปหรือเฟส 
    • เน้นความสะดวกสบาย อยากจะขับมอเตอร์ไซด์ไปทุกที่ที่เขาไปได้ 



  • ทฤษฎีการศึกษาที่นำมาเป็นแนวทางในการจัดการเรียนรู้ คือ ทฤษฎีลำดับขั้นการเรียนรู้ของบลูม 


  •  การออกแบบการเรียนรู้นั้น ให้ยึดหลัก OLE  (Objective -> Learning Activities->Evaluation)  เชื่อมโยงสอดคล้องกัน ดังสไลด์ด้านบน 



  • อาจารย์ควรจะเข้าใจและสามารถแยกความรู้ผู้เรียน ๓ อย่างออกจากกันได้ คือ  เนื้อหาที่จำเป็นต้องรู้  เนื้อหาที่ควรรู้ และเนื้อหาที่รู้ไว้ก็ดี มีประโยชน์ 



  • โดยสรุป มคอ. ๒ คือหลักสูตร  มคอ.๓ คือการเรียนการสอน มคอ.๕ การประเมิน และ มคอ.๗ คือ การเรียนรู้ 



  • ผู้เรียนแต่ละคณะ สาขาวิชา จะมี Learning Style  แตกต่างกันด้วย  


  •  ลักษณะของบัณฑิตที่ต้องการ ระดับประเทศต้องการ คนเก่ง ดี มีสุข  ระดับมหาวิทยาลัย ต้องการ ผู้มีปัญญาที่เป็นอยู่เพื่อมหาชน ระดับคณะ (เช่น คณะศึกษาศาสตร์) คือ การเจริญงอกงาม  ดังนั้น หลักสูตร จะต้องเป็นหลักสูตรแบบ SMART Curriculum 


  • โดยสรุปแล้ว การจัดการเรียนการสอนนั้น อาจารย์สามารถเลือกวิธีการสอนอย่างไรก็ได้ตามความเหมาะสม  ไม่ผิดกติกาใดๆ  ขึ้นกับธรรมชาติของผู้เรียน 
  • แต่ในศตวรรษนี้ จะเน้นเด่น สำคัญๆ ดังนี้ 
    • Problem-based Learning  การเรียนการสอนที่ใช้ปัญหาเป็นฐาน 
    • Project-based Learning การเรียนการสอนโดยใช้โครงการงาน เน้นที่กระบวนการทำโครงการ  ต้องไม่มองเพียงชิ้นงานหรือผลงานเท่านั้น
    • Inquiry-based Learning การเรียนการสอนแบบสืบเสาะ ซึ่งเริ่มจากความสนใจ  สืบค้นหาความรู้  ขยายความรู้ และสรุปความรู้ 
    • Creative-based Learning  การเรียนการสอนที่เน้นความสร้างสรรค์ 
    • Creative Problem Solving การเรียนการสอนที่เน้นการเรียนรู้ด้วยการแก้ปัญหาอย่างสร้างสรรค์
    • Service-based Learning การเรียนรู้ด้วยการบริการชุมชนหรือสังคม 

วันพุธที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นิเทศนิสิตฝึกสอน_๐๒: โรงเรียนกมลาไสย

วันที่ ๒๙ มิถุนายน ๒๕๖๑ ทำหน้าที่เป็นอาจารย์นิเทสก์ ไปนิเทศการฝึกประสบการณ์สอน ในรายวิชา ๐๕๐๖๕๐๑ การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๑ (Intensive ๑) ของนิสิต ๒ คน ณ โรงเรียนกมลาไสย อ.กมลาไสย จังหวัดกาฬสินธุ์  เพื่อให้เกิดการเรียนรู้จากประเด็นสถานการณ์หน้างานของนิสิตให้มากที่สุด จึงขอยกเอากรณีประเด็นสำคัญๆ มาแลกเปลี่ยนกับนิสิตผู้ฝึกสอน  

คนที่ ๑




จุดเด่น


  • นิสิตใช้เลือกใช้สื่อที่น่าสนใจมาก  มีทั้งคลิปวีดีโอการ์ตูน  ชุดทำโมเดลจากวัสดุง่ายๆ  เช่น จานกระดาษและดินน้ำมัน  
  • การเตรียมตัวที่ดี และท่าทีเอาจริงเอาจัง ทำให้เห็นถึงความตั้งใจและใส่ใจในการสอนของตนเองอย่างมาก  
  • การควบคุมอารมณ์ ไม่แสดงอาการฉุนเฉียวใดๆ  ไม่ตะคอก ตวาด หรือตะโกน ทำให้ดูแล้วมีบุคลิกภาพดี 

จุดที่ควรพัฒนา
  • สร้างเงื่อนไขอย่างมีส่วนร่วม สำหรับทุกคนในการเรียนรู้  น่าจะช่วยส่งเสริมให้ได้รับความร่วมมือในกิจกรรมการเรียนรู้มากขึ้น 
  • เมื่อใดที่แบ่งกลุ่มกันทำงาน หากนักเรียนยังไม่มีทักษะในการทำงานเป็นทีม  จะต้องใช้กระบวนการกลุ่ม  มอบบทบาทหน้าที่หรือเงื่อนไขให้ทุกคนได้มีหน้าที่เสมอ  ให้สังเกตว่า หากนักเรียนยังเล่นกันหรือคุยกันนอกเรื่อง สันนิษฐานไว้เบื้องต้นว่า เงื่อนไขให้ทำงานกลุ่มอาจยังไม่เหมาะสม ให้สังเกตและค้นหาปรับจูนเงื่อนไขให้เหมาะสมในครั้งถัดไป 
  • ยกตัวอย่างเชื่อมโยงเนื้อหา ที่คิดว่าจะสามารถทำให้นักเรียนเห็นประโยชน์ของการเรียนรู้เรื่องนั้น ๆ  ... ฝึกยกตัวอย่างเสมอ เปรียบเทียบอุปมา อุปมัย ให้เก่ง ... นี่คือวิธีสอนที่ได้ผลมาก โดยเฉพาะการเปรียบเทียบองค์ความรู้ใหม่ให้ใกล้เคียงกับองค์ความรู้เดิม 
  • จัดให้มีขั้นตอน (กระบวนการ) สะท้อนการเรียนรู้ (Learning Reflection) เสมอ ด้วยวิธีการต่างๆ 
  • "การเก็บนักเรียนรายบุคคล"  มีเทคนิคหลากหลายมากมายในการดึงความสนใจ สร้างความสนใจ หรือแม้แต่ให้สนใจโดยไม่ให้รู้ตัว  น่าจะแบ่งเป็น ๓ ประเภท ได้แก่ 
    • กิจกรรมเชิงควบคุมหรืออาจเรียกว่าเชิงลบ  เช่น  การตวาด  คาดโทษ โกรธ ฯลฯ
    • กิจกรรมกระตุ้นความสนใจให้เปลี่ยนอารมณ์มาสนใจ เช่น ปรบมือ ลุงขึ้นยืน  หลับตา นั่งสมาธิ ฯลฯ 
    • กิจกรรมเชิงกลยุทธ์  เป็นการสร้างเงื่อนไข สิ่งแวดล้อม หรือสถานการณ์ที่ทำให้ผู้เรียนสนใจและเกิดความต้องการจะเรียนรู้หรือมีส่วนร่วม  ซึ่งรวมถึงการออกแบบกิจกรรมการเรียนการสอนที่แยบคายด้วย 


จุดเด่น

  • ความนอบน้อมถ่อมตน  คือคุณสมบัติที่เป็นเอกลักษณ์ของคนไทย  รักษาบุคลิกภาพที่น้อบน้อมถ่อมตนที่แสดงออกทั้งทางกายและการพูดจาต่อไป 
  • "ความนิ่ง" สุขุม และการควบคุมอารมณ์ที่ดี เป็นคุณสมบัติเด่นอีกข้อหนึ่ง



จุดที่ควรพัฒนา

  • สถานการณ์ห้องเรียนที่มีเสียงรบกวน  จำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องหาทางแก้ไขหรือจัดการโดยด่วน  การหาไมโครโฟนเคลื่อนที่  การพูดให้เสียงดังขึ้น หรือการทำให้เสียงภายในห้องและนอกให้เบาลง ... ต้องหาทางสักวิธี  แม้แต่ต้องติดต่อทางโรงเรียนผ่านการแจ้งคุณครูพี่เลี้ยง  
  • ในสถานการณ์ห้องเรียนที่ร้อน อบอ้าว ไม่น่าเรียนบางช่วงบางเวลา อาจออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้นอกห้องเรียน เช่น  มาเรียนในบริเวณม้าหินหน้าอาคารที่ค่อนข้างร่มรื่น  .... แต่ต้องหาไมค์ให้เสียงดังเพียงพอ  พอที่นักเรียนจะได้ยินทุกคน 
  • ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ให้เป็นเชิง "อุปนัย" มากขึ้น 
  • ในสถานการณ์ที่พยายามแล้ว แต่การจัดบรรยายกาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนยังไม่น่าเรียน  อาจใช้วิธีการ Flip Classroom (ห้องเรียนกลับทาง)  คือ  ทำคลิปวีดีโอหรือสื่อให้นักเรียนไปเรียนที่บ้าน แล้วให้กลับมาร่วมกันทำการบ้านที่โรงเรียน  ในสถานการณ์ที่ได้ไปพบในวันนิเทศ วิธีีนี้เหมาะสมที่สุด เนื่องจาก นิสิตทุกคนมีโทรศัพท์มือถือ และในบริเวณห้องเรียน มีสัญญาณอินเตอร์เน็ตทั่วถึง 
  • แนะนำให้สอนโดยใช้ Applications ในมือถือ เนื่องจากความพร้อมของนักเรียนและอินเตอร์เน็ต 
  • วงเล็บภาษาอังกฤษเสมอเมื่อเขียนคำเฉพาะทางฟิสิกส์ 
  • เชื่อมโยงชีวิตจริงกับการเรียนการสอนให้มากขึ้น 
  • ทบทวนความรู้เดิมในหน่วยเดียวกัน (ที่เกี่ยวข้อง) ให้นักเรียนเห็นภาพรวมความเชื่อมโยงขององค์ความรู้เสมอ 
  • หัวใจสำคัญของการสอนวิทยาศาสตร์คือ ให้ระลึกเสมอว่า เรากำลังฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ของผู้เรียน โดยการใช้กระบวนการทางวิทยาศาสตร์  






วันอังคารที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

นิเทศนิสิตฝึกสอน_๐๑: โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร

วันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๕๖๑  ผมไปทำหน้าที่บทบาทอาจารย์นิเทศก์การฝึกประสบการณ์สอน ในรายวิชา ๐๕๐๖๕๐๑ การปฏิบัติการสอนในสถานศึกษา ๑ (Intensive ๑) ของนิสิต ๒ คน ณ โรงเรียนยางตลาดวิทยาคาร อ.ยางตลาด จ.กาฬสินธุ์

ผู้เขียน ต้องการบันทึกข้อสะท้อนกลับ (Feedback) ของตนเอง จากมุมมองของผู้ไปสังเกต เพื่อเป็นประโยชน์ให้นิสิตผู้ฝึกสอนได้นำไปปรับปรุงและพัฒนาการจัดการเรียนรู้ของตนเอง และเผื่อว่า เพื่อนอาจารย์

ศูนย์ฝึกและพัฒนาประสบการณ์วิชีพครู ได้กำหนดคู่มือและเกณฑ์ในการประเมินเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนรู้ตามประเด็นต่างๆ อย่างชัดเจน   ผมประเมินและสะท้อนป้อนกลับดัวยวาจากับนิสิตไปทีละข้อ ทีละประเด็นๆ  และสรุปเป็นข้อเสนอแนะเพิ่มเติม ดังนี้

คนที่ ๑




จุดเด่น
  • เป็นการสอนที่นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ เป็นการเรียนรู้จากการลงมือทำ (Learning by Doing) ทำให้นักเรียนได้ฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ อันเป็นหัวใจของการจัดการเรียนรู้วิทยาศาสตร์ 
  • สอนด้วยการตั้งคำถาม   นิสิตคนที่ ๑ นี้ ใช้การตั้งถามสลับกับการเฉลยคำตอบ โดยไม่ได้มอบหมายให้เป็นภาระว่านักเรียนต้องตอบออกมาก ....  ทุกครั้งที่ตั้งคำถามนิสิตจะได้มีส่วนร่วม (ในใจ) ทันที 
  • มีการจัดการเรียนรู้บางช่วงด้วยกระบวนการที่นี่แบบซ้ำๆ ทวนทุกๆ ครั้ง จนผู้เรียนเกิดวัฒนธรรมที่ดีในการเรียนรู้  เช่น ช่วงหนึ่งที่นิสิตถามว่า "ก่อนเรียนเป็นช่วงอะไร?" .....  นักเรียนตอบว่า "ช่วงนักเรียนรู้อะไรบ้าง"  เพื่อทบทวนความรู้เดิม ก่อนจะเพิ่มความรู้ใหม่
  • การสอนเป็นการสอนแบบ "อุปนัย" ที่เน้นให้นักเรียนได้ลงมือปฏิบัติ สังเกต และหาคำตอบด้วยตนเอง ภายใต้การ "นำ" ของผู้สอน   ผู้สอนเริ่มเปลี่ยนบทบาทจากสอนไปเป็นผู้อำนวยการเรียนรู้มากขึ้น 
  • เสียงดัง ฟังชัด ดีมาก 





จุดที่ควรพัฒนา
  • ควรมีการสร้างเงื่อนไข (ทั้งเชิงบวกและเชิงควบคุม) กับผู้เรียนทุกๆ ก่อนเริ่มกระบวนการเรียนรู้ โดยเฉพาะเงื่อนไขด้านความปลอดภัยหรือข้อควรระวังเกี่ยวกับการใช้เครื่องมือ วัสดุ อุปกรณ์ เพื่อป้องกันอันตรายและความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น 
  • ควรออกแบบกิจกรรมหรือขั้นตอนการจัดการเรียนรู้ที่เปิดโอกาสให้นักเรียนได้ลองผิดลองถูกด้วยตนเอง (ภายใต้เงื่อนไขตามข้อแรก) เพื่อเอื้อให้ผู้เรียนได้ค้นหาคำตอบ (ความรู้) ด้วยตนเอง  ลดกาารบรรยาย หรือสั่งกายให้ทำตามลง ... อาจต้องออกแบบกิจกรรมให้เหมาะสมกับศักยภาพของผู้เรียน ไม่ยากหรือซับซ้อนเกินไป แต่ต้องท้าทายความสามารถ 
  • เป้าหมายที่สำคัญที่สุดเสมอสำหรับการสอนวิทยาศาสตร์ คือ  การฝึกทักษะกระบวนการทางวิทยาศาสตร์และวิธีการทางวิชาศาสตร์ให้ผู้เรียน  ดังนั้น การสอนวิทยาศาสตร์ต้องเน้นกระบวนการมากกว่าเนื้อหาเสมอ 
  • ควรใช้กระบวนการกลุ่ม เมื่อมอบงานกลุ่มเสมอ  เพื่อเป็นการควบคุมห้องเรียนแบบไม่ให้ผู้เรียนรู้ตัว   ครูโดยทั่วไปมักใช้วิธีการเชิงควบคุม (โดยตรง) กับผู้เรียน เช่น  ดุ ตะคอก ตะหวาด ทำโทษ เป็นต้น  ครูส่วนหนึ่งใช้เทคนิคการเปลี่ยนอารมณ์ คือใช้วิธีเบี่ยงเบนความสนใจผู้เรียน เช่น สั่งให้ปรบมือ ให้นับเลข ฯลฯ   ครูจำนวนไม่มากที่ใช้กลยุทธ์ที่แยบยลจนนักเรียนไม่รู้ตัว  กระบวนการกลุ่ ม เป็นหนึ่งในกลยุทธ์นี้ เช่น ในการมอบหมายงานกลุ่ม ให้เพิ่มเงื่อนไขเอื้อให้ผู้เรียนมีทุกคนมีบทบาทหน้าที่ที่ต้องรับผิดชอบ  และมีความสำคัญๆ พอๆ กัน  เป็นต้น 
  • ในการทำการทดลองนั้น ไม่จำเป็นว่า นักเรียนทุกกลุ่มจะต้องทำงานสำเร็จเหมือนกันหมดในครั้งแรก  ต้องกันเวลาให้แต่ละกลุ่มได้สะท้อนการเรียนรู้ (Learning Reflection) ของตนเอง และสะท้อนกระบวนการทำงานของกลุ่ม  เพื่อให้เกิดพัฒนาการงานกลุ่มดีขึ้นเรื่อยๆ 



คนที่ ๒


จุดเด่น

  • บุคลิกภาพที่สุขุม นิ่ง พูดจามีจังหวะจะโคน ไม่รน ไม่ร้อน ควบคุมอารมณ์ได้ดี
  • เจคติต่อการทำนหน้าที่ครูดีมาก ... สัมผัสถึงความภาคภูมิใจที่จะได้เป็นครู
  • การสื่อสารด้วยน้ำเสียงที่ชัดเจน เป็นธรรมชาติ 
  • ห้องเรียนพร้อม มีเครื่องปรับอากาศ 



จุดที่ควรพัฒนา
  • การจัดการเวลาในการดำเนินกิจกรรมการเรียนรู้ โดยให้ความสำคัญให้สอดคล้องกับศักยภาพและความสนใจของผู้เรียน 
  • จัดกระบวนการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับทักษะและความรู้เดิมของผู้เรียน 
  • สร้างบรรยายกาศให้เกิดการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างทั่วถึง ควรใช้กระบวนการกลุ่ม ดังได้แนะนำไปแล้วกับคนที่ ๑
  • ควรจัดการเรียนรู้แบบอุปนัยให้มากขึ้น 
  • ในการเขียนบอกคำเฉพาะในฟิสิกส์ ควรวงเล็บภาษาอังกฤษเสมอ 
  • ในการเขียนอธิบายหรือแสดงวิธีคำนวณในสมการฟิสิกส์   ให้เขียนหน่วยด้วยเสมอ
  • ควรมีการทบทวนความรู้เดิมที่เกี่ยวข้องในหน่วย ให้ผู้เรียนได้เห็นภาพรวมด้วยเสมอ 
  • ต้องจัดเวลาให้มีการสะท้อนการเรียนรู้  
  • ฯลฯ 




การไปนิเทศครั้งถัดไป จะนำเอาประเด็นเหล่านี้ไปถามว่า มีความเห็นอย่างไร หรือได้นำไปพัฒนาปรับปรุงอย่างไรหรือไม่ครับ 

สุดท้ายนี้ขอขอบพระคุณคุณครูพี่เลี้ยงทั้งสองท่านครับ ที่ช่วยดูแลและสอนนิสิตที่มาฝึกประสบการณ์อย่างดีเยี่ยม  ขอขอบพระคุณครับ



ร่วมรับการประเมินหลักสูตร (มคอ.๗)

วันที่  ๑๗ กรกฎาคม ๒๕๖๑ มีการประเมินหลักสูตรประจำปีการศึกษา  (ประเมิน มคอ.๗) ผมมาทำหน้าที่เป็นกรรมการประจำหลักสูตร ระหว่างเข้าร่วม ผมจะจับประเด็นๆ สำคัญ ๆ  ที่ท่านประธานผู้ประเมิน (ตัวแทน สำนักงานคณะกรรมการการอุดมศึกษา (สกอ.)) ได้ให้คำแนะนำไว้  เพื่อประโยชน์ต่อการเรียนรู้ต่อไป

๑)  รูปแบบ ของ มคอ.๗
  • สกอ. กำหนดรูปแบบชัดเจน ว่าต้องจัดทำ มคอ.๗ อย่างไร  ต้องมีหน้าลายมือชื่อของใครบ้าง 
  • หลักสูตรที่เรากำลังรับการประเมิน ใช้เกณฑ์ประเมินของ สกอ. ปี พ.ศ. ใด?
  • หากหลักสูตรปัจจุบันปรับปรุงหลังปี พ.ศ. ๒๕๕๘ ให้ใช้รูปแบบการทำ มคอ.๗ หากหลักสูตรยังไม่ยังไม่ครบวงรอบ ๕ ปี ในการปรับปรุง ยังไม่ได้ปรับปรุง  ให้ใช้รูปแบบ มคอ.๗ ตามเกณฑ์ สกอ. ปี ๒๕๔๘
  • รูปแบบใหม่ จะมีการเช็คลิสท์ว่า ผลงานในรอบ ๕ ปี มีกี่เรื่อง  
๒) หมวดที่ ๑ ของ มคอ.๗  ข้อมูลทั่วไป 
  • กรรมการประจำหลักสูตร ป.ตรี ต้อง ๕ คน  คุณสมบัติเบื้องต้นคือ ต้องเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัย และมีผลงานเผยแพร่อย่างน้อย ๑ ผลงาน ภายใน ๕ ปี 
  • จำนวนกรรมการประจำหลักสูตรจะต้องครบถ้วน ๕ คน ตลอด ๕ ปี หากมีการย้ายเข้า-ออก ต้องมีการทำเรื่องขออนุมัตจากสภามหาวิทยาลัย 
  • เกณฑ์ใหม่ พ.ศ. ๒๕๕๘  จะเรียกอาจารย์ "ผู้รับผิดชอบหลักสูตร" ที่เขียนไว้ใน มคอ.๒ ว่า "อาจารย์ประจำหลักสูตร" 
  • ผลงานของอาจารย์ประจำหลักสูตร 
    • การเผยแพร่ในที่ประชุม (Proceeding) ผลงานระดับชาติ ๐.๒ ระดับนานาชาติ ๐.๔ ....   ผมเห็นว่าเกณฑ์นี้ น่าจะใช้เฉพาะองค์ความรู้ด้านวิทยาศาสตร์กายภาพ ที่ไม่มีมิติของสังคมหรือวัฒนธรรมเกี่ยวข้อง   แต่หากเป็นสาขาด้านสังคมหรือมนุษย์ศาสตร์ ควรจะใช้เกณฑ์คะแนนระดับเดียวกันเลยคือ ๐.๔ ทั้งสองระดับ (อย่าเหมาเข่งแบบไม่มีเหตุผล ไม่มีคนอ่าน)
    • ผลงานที่นำมาใส่ไว้ใน มคอ.๗ ต้องเผยแพร่ภายในปีการศึกษาที่ขอรับการประเมิน  เช่น  ประเมินประจำปีการศึกษา ๒๕๖๐  ผลงานที่เผยแพร่หลังจากวันที่ ๑ สิงหาคม ๒๕๕๙ เท่านั้นที่จะเป็นไปตามเกณฑ์ 
    • วารสารต้องอยู่ในฐานข้อมูล Scopus (1.0) หรือ TCI  (Thaiand Citation Index) (TCI กลุ่ม 1=0.8, TCI กลุ่ม 2 = 0.6)
  • ผลงานที่กรรมการประจำหลักสูตรมีชื่อซ้ำกัน จะสามารถนำมานับคะแนนได้เพียงครั้งเดียว
๓) หมวดที่ ๒ อาจารย์
  • ๒.๑) คุณภาพอาจารย์  ตัดสินด้วย ๓ องค์ประกอบ คือ ร้อยละอาจารย์ที่จบปริญญาเอก  ร้อยละอาจารย์ที่มีตำแหน่งวิชาการ  และผลงานวิชาการในวงรอบของอาจารย์   ... คิดเทียบเป็นคะแนนเต็ม ๕ คะแนน ....  หากจะเป็นอาจารย์มหาวิทยาลัยต่อไป ต้องยอมรับเดิมตามทางนี้ไป 
  • ๒.๒) รายงานผลการดำเนินงาน การบริหาร และพัฒนาอาจารย์   .... ฟังว่า ต้องการที่จะสร้างระบบและกลไกในการทำหน้าที่อาจารย์ในการพัฒนานิสิต หากสามารถเล่าเรื่องให้กรรมการเห็นชัดว่า มีการสร้างระบบอะไรเด็กดีขึ้นอย่างไร หากอาจารย์ท่านใหม่เข้ามา มีระบบให้ปฏิบัติตามและพัฒนาต่อไป   สกอ. กำหนดประเด็น (ในสมมติฐานของตน) ว่าระบบที่ดีต้องมี ๔ สิ่งต่อไปนี้ 
    • ระบบการรับและแต่งตั้งอาจารย์ประจำหลักสูตร  .... คำแนะนำคือ ให้เขียนเป็นขั้นตอนและโฟลชาร์ท (Flochart)  เพื่อผู้ที่จะมาทำงานต่อไปเข้าใจและปฏิบัติพัฒนาต่อเนื่องได้เลย 
    • ระบบบริหารอาจารย์ ... คือ การบริหารจัดการบทบาทหน้าที่ของอาจารย์ในการบริหารหลักสูตร  มีการประชุม 
    • ระบบบริหารงานวิจัย ... คือ กระบวนการตั้งแต่ต้นจนจบในการ 
    • ระบบส่งเสริมและพัฒนาอาจารย์ ...  เป็นการส่งเสริมศักยภาพในการผลิตบัณฑิต ส่งเสริมศักยภาพของอาจารย์ หรือส่งเสริมความก้าวหน้าทางวิชาชีพของอาจารย์ เช่น การส่งเสริมการเข้าสู่ตำแหน่งทางวิชาการ โดยใช้ระบบพี่เลี้ยง  ฯลฯ
  • ๒.๓) รายงานผลการดำเนินงาน ผลที่เกิดกับอาจารย์  



เสียดายที่ไม่สามารถอยู่ร่วมได้ตลอดการประเมิน  จึงไม่สามารถจะนำเอาคอมเมนต์กรรมการแชร์  แต่หลังจากร่วมในภาคเช้า  เกิดแรงบันดาลใจจะสรุปตีความไว้ตรงนี้ว่า  สกอ. เขากำลังทำอะไรเพืี่ออะไรกันแน่ (ตามความเข้าใจของตนเอง)

ประเด็นทั้งหมดที่อยู่ในรูปแบบ มคอ.๗ ที่ สกอ.กำหนด (๒๕๔๔) มีดังนี้ครับ


  • หมวดที่ ๑ ข้อมูลทั่วไป  สกอ.กำหนดไว้  หากไม่เป็นตามนั้น หลักสูตรไม่ผ่านการรับรองตั้งแต่แรก 
  • หมวดที่ ๒ อาจารย์ 
    • ๒.๑) คุณภาพอาจารย์   วัดด้วยเกณฑ์ ๓ ข้อ ดังกล่าวไปแล้วคือ  วุฒิการศึกษา ตำแหน่งวิชาการ และผลงานตีพิมพ์  .... (ไม่มีเกณฑ์ด้านคุณธรรมอยู่ในนั้น)
    • ๒.๒) การบริหารและพัฒนาอาจารย์  เช็คว่า  รับอาจารย์ประจำฯ ยังไง  แบ่งหน้าที่กันบริหารหลักสูตรฯ อย่างไร บริหารการวิจัยอย่างไร ส่งเสริมหรือพัฒนาอาจารย์อย่างไร 
    • ๒.๓) รายงานผลที่เกิดกับอาจารย์ และความพึงพอใจของอาจารย์ 
  • หมวดที่ ๓ นิสิตและบัณฑิต 
    • ๓.๑) ระบบรับนิสิต 
    • ๓.๒) การเตรียมความพร้อมก่อนเข้าศึกษา 
    • ๓.๓) รายงานผลการดำเนินการส่งเสริมและพัฒนานิสิต
      • การควบคุมดูแลให้คำปรึกษา
      • ระบบพัฒนาศักยภาพนิสิตและการเสริมสร้างทักษะในศตวรรษที่ ๒๑
        • กิจกรรมนอกห้องเรียน
        • กิจกรรมในห้องเรียน
    • ๓.๔) รายงานผลการประเมินคุณภาพบัณฑิตตามกรอบ TQF  เช็ค ความสำเร็จ ๕ ด้าน + ๑ ทักษะการจัดการเรียนรู้ 
    • ๓.๕) รายงานผลภาวการณ์ได้งานทำของบัณฑิต ....  ข้อนี้สำคัญที่สุด 
    • ๓.๖) รายงานผลที่เกิดกับนิสิต ได้แก่ การคงอยู่ การสำเร็จการศึกษา และความพึงพอใจ
  • หมวดที่ ๔ ข้อมูลสรุปรายวิชา  
    • ๔.๑) แสดงตารางผลการศึกษา (เกรด) ว่ามี A กี่คน B กี่คน
    • ๔.๒) มีวิชาใดมีผลการเรียนไม่ปกติหรือไม่ 
    • ๔.๓) รายวิชาที่สอนเนื้อหาไม่ครบ 
    • ๔.๔) รายวิชาที่มีการประเมินคุณภาพการสอน และปรับปรุงแผนการสอนจากผลการประเมิน
    • ๔.๕) ประสิทธิผลของกลยุทธ์การสอน 
    • ๔.๖) การปฐมนิเทศอาจารย์ใหม่
    • ๔.๗) กิจกรรมการพัฒนาวิชาชีพของอาจารย์ 
    • ๔.๘) การออกแบบหลักสูตรและสาระของรายวิชาในหลักสูตร 
    • ๔.๙) รายงานผลการวางระบบผู้สอนและการจัดการเรียนการสอน
    • ๔.๑๐) รายงานผลการดำเนินงาน การประเมินผู้เรียน 
    • ๔.๑๑) รายงานผลการดำเนินงาน ผลการดำเนินหลักสูตรตามกรอบ TQF
  • หมวดที่ ๕ การบริหารหลักสูตร
    • ๕.๑) การบริหารหลักสูตร 
    • ๕.๒) รายงานผล สิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ 
  • หมวดที่ ๖ ข้อคิดเห็น
    • ๖.๑) ข้อคิดเห็นของกรรมการประเมินหลักสูตรเกี่ยวกับ คุณภาพ 
    • ๖.๒) สรุปการประเมินหลักสูตรจากผู้สำเร็จการศึกษา
    • ๖.๓) สรุปการประเมินหลักสูตรจากผู้เกี่ยวข้อง  (ผู้ใช้บัณฑิต)
  • หมวดที่ ๗ การเปลี่ยนแปลงที่มีผลกระทบต่อหลักสูตร 
    • ๗.๑) การเปลี่ยนแปลงภายใน
    • ๗.๒) การเปลี่ยนแปลงภายนอก
  • หมวดที่ ๘ แผนการดำเนินงานเพื่อพัฒนาหลักสูตร
    • ๘.๑) บันทึกแผนปฏิบัติการประจำปี
    • ๘.๒) ความก้าวหน้าของการดำเนินงานตามแผนและข้อเสนอแนะในการพัฒนาหลักสูตร 
ข้อสังเกตเชิงวิพากษ์

เพราะไม่เคยศึกษาละเอียดและลงมือเขียน มคอ.๗ ด้วยตนเอง (เพราะไม่เคยเป็นประธานหลักสูตร)  จึงมีหลายประเด็นที่เพิ่งเห็นและเข้าใจความเชื่อมโยงทางเจตนาของ สกอ. ต่อ มคอ.๒ มคอ.๓ และ มคอ.๗  อย่างไรก็ดี ก็มีข้อคิดเห็นเชิงวิพากษ์ ดังนี้  
  • ระบบการผลิตบัณฑิตแบบ OBE ที่กำลังรณรงค์กัน (ผมเขียนไว้ที่นี่) บอกว่า สิ่งที่เป็นเป้าหมายของการผลิตบัณฑิตคือการได้งานทำ  แต่ในเกณฑ์ของ สกอ. มคอ.๗ เรื่องนี้เป็นเพียง ข้อท้ายๆ ในหมวดที่ ๓ 
  • สิ่งที่เน้นใน มคอ.๓ คือ Learning Outcome ทั้ง ๕ ด้าน ไม่สอนคล้องกับการกำหนด "คุณภาพ" ของอาจารย์  ขาดด้าน "คุณธรรม" ไป ... คงจะมองว่ามีอยู่แล้วในจรรยาบรรณอาจารย์ 
  • กรรมการประเมิน มคอ.๗ มีพลังขนาดที่สามารถระดับกำหนดทิศทางหลักสูตรได้เลย เพราะ ข้อสุดท้าย กำหนดไว้ชัดว่า หากแนะนำอะไรไว้ ต้องให้ทำตาม ไม่ทำตามจะเสียคะแนน  ดังนั้น  กรรมการผู้ประเมินต้องเป็นปราชญ์ผู้ชี้ทางในสาขาที่เกี่ยวข้องเท่านั้น ... 
  • การประเมินแบบนี้ ไม่น่าจะเรียกได้ว่า การประเมินเพื่อพัฒนา เพราะทุกประเด็นต้องตัดสินตอนท้ายให้กลายเป็นคะแนนได้-ตก ตามเกณฑ์ของสกอ.  ไม่ได้ปรับเมินพัฒนาการหรือลักษณะของการปรับตัว
โดยภาพรวม  การประเมินแบบนี้อาจจะหายไปเร็วๆ นี้  เพราะจะมีผู้มาเรียนก็เฉพาะหลักสูตรที่จบไปมีงานทำเท่านั้น 

วันอาทิตย์ที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2561

กระบวนการแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ ด้วยกระบวนการบันได ๖ ขั้น โดยครูตุ๋ม ศิริลักษณ์ ชมภูคำ (ขยายผลที่ มรภ.เลย)

วันที่ ๑๔-๑๕ กรกฎาคม ๒๕๖๑ ครูตุ๋ม (ศิริลักษณ์ ชมภูคำ) และผม ได้รับเชิญจากอาจารย์กรภูศิษฐ์ แก้วมาก จาก มหาวิทยาลัยราชภัฏจังหวัดเลย (มรภ.เลย) ผมชวนเสือตามครูตุ๋มไปเรียนรู้ด้วย เรา AAR กันระหว่างการเดินทางกลับว่า เวทีนี้ครูที่เข้าร่วมกว่า ๕๐ ท่าน มีพลังที่สุด และชัดเจนที่สุด เท่าที่เคยไปขยายผลมา  จึงมีความหวังอย่างยิ่งว่า ท่านอาจารย์ภูศิษฐ์และทีมงาน จะสามารถสานงานแก้ปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ของนักเรียนพิเศษบกพร่องด้านการเรียนรู้ (LD) ได้สำเร็จ ไม่มากก็คงไม่น้อย

แม้จะเคยถอดบทเรียนเกี่ยวกับกระบวนการ ๖ ขั้นและนักเรียนจิตอาสา ของครูตุ๋มไว้หลายครั้ง (คลิกที่นี่) (โดยเฉพาะบันทึกนี้) แต่การขยายผลครั้งนี้ เรามีเวลามากที่สุด จึงได้ออกแบบกระบวนการอบรมเชิงปฏิบัติการได้อย่างละเอียดกว่าทุกครั้ง  ผมวาดภาพเพื่อสื่อสารกับครูผู้เข้าร่วมใหม่หลายภาพ  อยากนำมาแบ่งปันไว้อีกครั้งครับ

คัดกรองนักเรียน

เทคนิคในการคัดกรองนักเรียนที่มีปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ โดยทั่วไปจะแบ่งเป็น ๓ ระดับ ได้แก่ ระดับปรับปรุง ระดับปรับปรุงเร่งด่วน และระดับอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้  แต่สำหรับคุณครูที่จะนำเอากระบวนการนี้ไปทดลองใช้ ขอแนะนำให้จำแนกนักเรียนตามระดับปัญหา ๖ ขั้น (จริงๆ ๗ ขั้น) ดังภาพ


พื้นที่สีแสด หมายถึง นักเรียนที่ยังไม่ยอมเข้าเรียน เจตคติที่ไม่ดีต่อการเรียน ก้าวร้าว  เม่อลอย ฯลฯ  จำเป็นต้องปรับพฤติกรรมให้พร้อมก่อน  ส่วนพื้นที่สีเหลืองหมายถึง นักเรียนที่มีปัญหาการอ่านไม่ออกเขียนไม่ได้ในระดับต่างๆ  แต่ให้ความร่วมมือต่อการเรียนแล้วบ้าง

การทำกิจกรรมกับคุณครู โดยให้ลองสำรวจความรุนแรง พบว่า นักเรียนส่วนใหญ่อยู่ในพื้นที่สีเหลือง




สรุปตัวเลขรวมทั้งหมด มีนักเรียนที่อ่านไม่ออกเขียนไม่ได้อยู่ประมาณ ๑๕๐ - ๒๐๐ คน ในกระบวนการของการขับเคลื่อนปัญหานี้ ทราบว่า ท่านอาจารย์กรภูศิษฐ์ จะพาคุณครูสำรวจและคัดกรองอย่างละเอียด  คงจะได้ติดตามผลงานท่านต่อไป

กระบวนการ ๖ ขั้น (อาจารย์กรภูศิษฐ์ เรียกว่า บันได ๖ ขั้น)


อ่านรายละเอียดได้ที่นี่

ขั้นตอนของการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการ ๖ ขั้น

ขั้นตอนการแก้ปัญหาโดยใช้กระบวนการ ๖ และจิตอาสา สามารถแบ่งออกได้เป็น ๔ ระยะ ดังภาพ



เครื่องมือหรือสื่อที่ใช้ในการพัฒนานักเรียน (LD)

เครื่องมือหรือแบบฝึกที่ครูตุ๋มใช้ในการพัฒนานักเรียน LD แบ่งออกเป็นชุดฝึก ๖ เล่ม  ได้แก่  ๑) อักษรไทย ๒) แม่ ก.กา คำประสมสระแท้ ๓) แม่ ก.กา คำประสมสระผสม ๔) แม่ ก.กา คำประสมสระเกิน ๕) อ่านนิทาน และ ๖) อ่านหนังสือในชั้นเรียน  โดยแต่ละเล่มจะขึ้นไปถึงระดับบันไดแตกต่างกันดังแสดงในรูปนี้


เล่ม ๑ อักษรไทย ให้ทำถึงบันไดขั้น ๓  เล่มที่ ๒-๔ ให้ทำไปถึงบันไดขั้นที่ ๔  ส่วนเล่ม ๕-๖ ให้ทำครบ ๖ ขั้น  ดังจะจำแนกให้เห็นชัดขึ้น ในแต่ละเล่มต้องเริ่มทำจากง่ายไปยาก วนหลายรอบ ซ้ำๆ ย้ำๆ ทวน



ขอแนะนำให้ครูที่สนใจ ติดต่อรับสื่อต่างๆ ได้ที่นี่ หรือเฟสบุ๊คของครูตุ๋มโดยตรงเลยครับ (คลิกที่นี่)

ตั้งใจกันว่า จะเขียนเป็นหนังสือแบบละเอียดมาเผยแพร่ให้คุณครูเพื่อศิษย์ต่อไปครับ


(ขอบคุณภาพจาก อ.จักรกฤษณ์ มรภ.เลย)