วันศุกร์ที่ 22 มิถุนายน พ.ศ. 2561

บ้านสวนขวัญข้าว ๓ "สารแห่งความสุข"

บ้านสวนขวัญข้าวเริ่มขุดบ่อแบ่งดินตั้งแต่กุมภาพันธ์ (ตามบันทึกนี้) ล้อมรั้วกันวัว ปลูกแฝกกันดินขอบบ่อพัง คลุมฟางกันหน้าดินไหล (ตามบันทึกนี้) สร้างระบบให้น้ำทั้งสำหรับคนและต้นไม้ สุดท้ายล่าสุดเสร็จสับแล้วสำหรับห้องสุขา สิ่งจำเป็นที่สุดสำหรับ "สามสาว" ที่จะหมดข้ออ้างในการมาสวนไป ๑ ข้อ (ฮา)  ถึงตอนนี้ (มิถุนายน ๒๕๖๑) บ้านสวนขวัญข้าวก็พร้อมแล้วสำหรับการปลูกข้าวและไม้ ๗ ชั้น ศึกษาเรียนรู้ภาคปฏิบัติตามรอยพ่อต่อไป

โจทย์ที่ยากที่สุดคือจะทำอย่างไรให้ "ขวัญ" และ "ข้าว" อยากมาเรียนรู้ภาคปฏิบัติด้วยตนเอง เป้าหมายคือคำว่า "หนูอยากมาบ้านสวน"  (ขณะนี้คำตอบยังเป็น "หนู่ไม่ไปค่ะ"...ฮา) เข้าใจว่าจะต้องทำให้เด็กๆ รู้สึกมีความสุขและสนุกทุกครั้งที่ได้มาบ้านสวน... ปัญหาคือทำอย่างไรล่ะ? 

ครึ่งชีวิต

หากแบ่งช่วงชีวิตเป็น ๒ ช่วง เริ่มต้นตั้งแต่วันเกิดถึงวันตาย สมมติเรียกจุดตรงกลางระหว่าง ๒ ช่วงนี้ว่า "ครึ่งชีวิต"  ถ้าเอาเกณฑ์เวลามาหา "ครึ่งชีวิต" ของตนเอง คงเป็นเรื่องสุดวิสัยเพราะไม่มีใครรู้จักวันตายของตนเอง จึงขอเสนอให้ลองแบ่งครึ่งชีวิตด้วยเกณฑ์ของเหตุแห่งความสุข 

หากเอาหลักคำสอนทางศาสนาพุทธมาเป็นเกณฑ์ ซึ่งมี "ใจเป็นใหญ่ จิตใจเป็นประธาน"   จุด "ครึ่งชีวิต" ของแต่ละคน คือจุดที่ใจเริ่มเห็นความสำคัญของการปล่อยวางในการยึดมั่นในตัวตน เพราะเหตุของทุกข์คือการยึดมั่น เหตุแห่งความสุขคือการปล่อยวาง แต่เหตุที่นำมาสู่การปล่อยวางอย่างแท้จริงนั้นเกิดขึ้นเมื่อเห็นแจ้งใน "ความจริง" (ผู้สงสัยแนะนำให้ศึกษาการเจริญวิปัสนา โดยหลวงพ่อปราโมทย์ ปาโมชโช สืบค้นไม่ยากเลย)  แต่ละคนจะมีจุด "ครึ่งชีวิต" ที่อายุไม่เท่ากัน คนส่วนใหญ่มักมีจุด "ครึ่งชีวิต" อยู่ใกล้ๆ กับวันหมดชีวิต 

หากเอาหลักวิทยาศาสตร์(กายภาพ) มาเป็นเกณฑ์ คำตอบที่ได้จะเหมือนง่ายและคล้ายๆ กันทุกคนขึ้นอยู่กับวิถีการอยู่กินของคนแต่ละชนชาติเผ่าพันธุ์  เช่น คนไทยมีอายุเฉลี่ยประมาณ ๗๔ ปี มีจุด "ครึ่งชีวิต" ประมาณ ๓๗ ปี ณ ขณะนี้ ผู้เขียนก็ผ่านครึ่งชีวิตแบบนี้มาแล้ว 

ความสุขและสารแห่งความสุข ๔ ชนิด

ในครึ่งแรกของชีวิตมนุษย์ ก่อนจะถึงจุด "ครึ่งชีวิต" ความสุขมักเกิดจากความสำเร็จ หรือได้สมหวังจากสิ่งที่ต้องการ (อยากมี) เป็นได้ดังสิ่งที่ปรารถนา (อยากเป็น) รากเหง้าของความสุขคือความยึดมั่นในตัวตน (Self) เมื่อได้มีหรือครอบครองเป็นเจ้าของตามที่ตนความต้องการ หรือได้เป็นตามสิ่งที่ปรารถนาที่ตนอยากจะเป็น โดยเฉพาะเมื่อได้กิน ได้ดื่ม ได้ครอบครองทรัพย์สิน ความสุขจากความสมหวังจะผุดขึ้ืนในใจ มีสารแห่งความสุขที่เรียกว่า "โดพามีน" (Dopamine) หลั่งออกมาระหว่างรอยต่อของปลายประสาท (เว็บนี้เขียนดี) ต่อไปจะเรียกสารนี้ว่า "สารแห่งความสุขสำเร็จ" 

นอกจากโดพามีนแล้ว นักวิทยาศาสตร์ยังค้นพบสารที่หลั่งในสมองและร่างกายในขณะที่คนมีความสุขอีกสามชนิด (อ้างอิง) ได้แก่ สารออกซิโทซิน (Oxytocin) เกิดเมื่อมีความสุขจากการได้สัมผัส(รัก)จากคนรักคนใกล้ชิด และความอบอุ่นในพื้นที่ปลอยภัย ไว้ใจ เชื่อใจ เช่น คู่รัก พ่อแม่ ครอบครัว เพื่อน เป็นต้น ต่อไปจะเรียกสารนี้ว่า "สารแห่งความสุขสัมผัส" 

สารแห่งความสุขอีกชนิดหนึ่งคือ สารเซเรโทนิน (Serotonin) เกิดเมื่อมีความสุขจากการได้รับการยอมรับจากสังคม มีผู้อื่นเห็นความสำคัญ รู้สึกว่าฉันเป็นคนสำคัญ เป็นพิเศษ คือประสบความสำเร็จในการใส่หัวโขนแห่งเกียรติยศตำแหน่งแห่งที่อย่างเต็มตัว ต่อไปจะเรียกว่า "สารแห่งความสุขสังคม" 

อีกชนิดหนึ่งเรียกว่า เอนโดร์ฟินส์ (Endorphins) เกิดขึ้นเมื่อคนก้าวกำลังจะข้ามขีดจำกัดต่างๆ ของตนเอง เป็นความสุขจากความสำเร็จในการชนะตนเอง เช่น ออกกำลังกายหนักๆ อดทนฝืืนจากความเจ็บปวด ฯลฯ เป็นที่น่าสนใจมากว่า สารเอนโดร์ฟินส์หลั่งในกิจกรรมที่ไม่ต้องอดทนฟืนหรือก้าวข้ามขีดจำกัดด้านร่างกายใดๆ เช่น การเต้นรำ การเล่นสนุก ทำสมาธิ ฯลฯ  

ผมตีความว่า เหตุแห่งความสุขประเภทนี้น่าจะเกิดจากการมีสมาธิแบบเพ่ง หรือสมาธิแบบหนูจับแมว  (แบบอารัมณูปนิฌาณ) เนื่องจากในช่วงที่คนเข้าใกล้ขีดจำกัดด้านร่างกาย หรือต้องเอาชนะใจตนเอง ต้องอดทนและเพ่งสมาธิไปที่สิ่งๆ ที่กำลังเกิดขึ้น จึงขอเรียกสารความสุขประเภทนี้ว่า "สารแห่งความสุขสมาธิ"

สรุปประเด็นคือ หากจะทำให้พี่ขวัญและน้องข้าวรู้สึกมีความสุขเมื่อได้มาที่บ้านสวนฯ  จะต้องสร้างบรรยากาศและกิจกรรมให้พวกเขาหลั่งสารแห่งความสุขอย่างใดอย่างหนึ่งใน ๔ ชนิด ได้แก่ สารแห่งความสุขสำเร็จ (Dopamine)  สารแห่งความสุขสัมผัส (Oxytonin) สารแห่งความสุขสังคม (Serotonin)   และสารแห่งความสุขสมาธิ (Endorphins) (จำย่อๆ ได้ว่า DOSE) 

แนวคิดในการสร้างความสุขที่บ้านสวนขวัญข้าว

วิธีทำให้เกิดความสุขจากความสำเร็จ สำหรับผู้เริ่มดำเนินชีวิตใน "ครึ่งชีวิตแรก" อย่างพี่ขวัญและน้องข้าว น่าจะให้ปลูกต้นไม้ของตนเอง โดยให้เลือกต้นไม้เอง และจัดให้ไปดูแลเป็นระยะ ผู้ใหญ่คงต้องให้เวลากับการดูแลต้นไม้ของเด็กๆ นี้ให้โตตามวัยของเด็กๆ ให้ได้ ... คาดว่าเมื่อเขาเห็นต้นไม้เติบโต จะรู้สึกถึงความสำเร็จของตนเอง แล้วอยากมีความสุขและอยากบ้านสวน ฯ 

วิธีทำให้เกิดความสุขจากการสัมผัสและสายใยในครอบครัว คงต้องขอความร่วมมือให้สมาชิกทุกคนในครอบครัว ทั้งคุณตา คุณยาย พ่อ แม่ และป้าจอน ช่วยกันเชียร์ ชม และมาช่วยเด็กๆ เมื่อมาทำกิจกรรมต่างๆ ที่บ้านสวนฯ  

เมื่อเด็กๆ ได้ลงมือปฏิบัติ ปลูกต้นไม้ด้วยตนเอง ได้ฝึกฝืนทนจนงานสำเร็จในแต่ละกิจกรรม มีความสุขจากการหลั่งของ "สารแห่งความสุขสมาธิ" มีประสบการณ์และเรื่องเล่าเอาไปแลกเปลี่ยนที่โรงเรียนทั้งกับเพื่อนและกับครู น่าจะทำให้ "สารแห่งความสุขสังคม" หลั่งได้ 

อย่างไรก็ดี ปัญหาใหม่ และใกล้ตัวที่สุดคือ จะบำรุงดินอย่างไรให้ต้นไม้เด็กๆ เติบโต งดงาม ....  เจอกันบันทึกหน้าครับ 





วันเสาร์ที่ 16 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓-๒๕๖๐ (๗) "ศาสตร์พระราชา"

ครั้งที่ ๖ ของกิจกรรมการเรียนรู้รายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง  (๑๒ มิถุนายน ๒๕๖๑) มีวัตถุประสงค์ให้นิสิตมีความรู้ความเข้าใจเรื่อง "ศาสตร์พระราชา" และ "หลักการทรงงาน" ของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙

ผู้เขียนเคยถอดบทเรียนการเรียนรู้เรื่อง "ศาสตร์พระราชา ศาสตร์แห่งแผ่นดิน" จากการฟังคลิปบรรยายโดย ศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ เครืองาม ไว้ที่นี่  ท่านบอกว่า ศาสตร์ของในหลวงรัชกาลที่ ๙ ก็คือ "สิ่งที่ทรงทำ คำที่ทรงสอน" แบ่งออกเป็น ๓ ส่วน ได้แก่ ๑) ศาสตร์แห่งการพัฒนา ๒) ศาสตร์ในการครองตนและครองงาน และ ๓) ศาสตร์ในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติสุข  ศาสตร์พระราชามีที่มาจาก ๓ ส่วน ได้แก่ ๑) จากพระราชประสบการณ์ ๒) จากพระราชกรณียกิจ และ ๓) พระราชดำรัส พระบรมราโชวาท

ในเอกสารประกอบการสอน (ดาวน์โหลดที่นี่) เรานิยาม "ศาสตร์พระราชา" ตามความหมายของ ม.ร.ว.ดิศนัดดา ดิสกุล เลขาธิการมูลนิธิแม่ฟ้าหลวงฯ ว่า ศาสาสตร์พระราชา คือ องค์ความรู้ของในหลวง เป็นความรู้ที่เป็นปัญญาจากกระบวนการทรงงานในโครงการพระราชดำริต่างๆ ที่ทรงช่วยเหลือปวงชนคนไทย ประกอบด้วย ๓ ส่วนหลักๆ ได้แก่ ๑) องค์ความรู้ใหม่ในรัชกาล ที่ทรงคิดค้นและสร้างขึ้น ๒) หลักการทรงงาน ซึ่งสำนักงานคณะกรรมการพิเศษเพื่อประสานงานโครงการอันเนื่องมาจากพระราชดำริ (กปร.) เป็นผู้รวบรวมไว้ (คลิกที่นี่) และ ๓) ขั้นตอนการทรงงาน โดยมีโครงการอันเนื่องมากจากพระราชดำริกว่า ๔,๐๐๐ โครงการ เป็นแหล่งเรียนรู้และเป็นตัวอย่างให้ได้ศึกษาอยู่ทั่วทุกพื้นที่ของประเทศไทย


๑) ตัวอย่าง "ศาสตร์พระราชา" (ตัวอย่างองค์ความรู้ใหม่ในรัชกาลที่ ๙)

ขออัญเชิญ "ศาสตร์พระราชา" ๖ ประการ ดังต่อไปนี้ มาเป็นกรณีศึกษา ให้นิสิตได้ค้นคว้าเรียนรู้ด้วยตนเอง อันจะทำให้เกิดความเข้าใจ ในและนำไปใช้กับการดำเนินชีวิตของตนเองต่อไป  ได้แก่ ๑) "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ๒) เกษตรทฤษฎีใหม่ ๓) หญ้าแฝก ๔) แกล้งดิน ๕) แก้มลิง และ ๖) ฝนหลวง ดังจะอธิบายพอสังเขป ดังนี้

๑) ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 

ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็น

" ปรัชญาชี้ถึงแนวทางการดำรงอยู่และปฏิบัติตนของประชาชนในทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน จนถึงระดับรัฐ ทั้งในการพัฒนาและบริหารประเทศให้ดำเนินไปในทางสายกลาง โดยเฉพาะการพัฒนาเศรษฐกิจเพื่อให้ก้าวทันต่อโลกยุคโลกาภิวัตน์  ความพอเพียง หมายถึง ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และรวมถึงความจำเป็นที่ต้องมีภูมิคุ้มกันในตัวที่ดีพอสมควรต่อการมีผลกระทบใดๆ อันจะเกิดจากความเปลี่ยนแปลงทั้งภายนอกและภายใน ทั้งนี้จะต้องอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และความระมัดระวังอย่างยิ่ง ในการนำหลักวิชาการต่างๆ มาใช้ในการวางแผนและการดำเนินการทุกขั้นตอน  และขณะเดียวกัน จะต้องเสริมเสริมสร้างพื้นฐานจิตใจของคนในชาติ โดยเฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐ นักทฤษฎี และนักธุรกิจในทุกระดับ ให้มีสำนึกในคุณธรรม ความซื่อสัตย์สุจริต  และให้มีความรอบรู้ที่เหมาะสม ดำเนินชีวิตด้วยความอดทน ความเพียร มีสติ ปัญญา และความรอบคอบ เพื่อให้สมดุลและพร้อมต่อการรองรับการเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและกว้างขวางทั้งทางวัตถุ สังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม จากโลกภายนอกได้เป็นอย่างดี "

(คำนิยามนี้ ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าฯ พระราชทานพระบรมราชานุญาตให้คณะกรรมการพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (ศสช.) อัญเชิญมาเป็นแนวทางในการกำหนดนโยบาย วางแผน และ ทำแผนปฏิบัติในทุกระดับ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๔๒ เป็นต้นมา) 

สำนักศึกษาทั่วไปเล็งเห็นความสำคัญที่จะต้องสืบสานพระราชปณิธานนี้สืบไป ให้ประชาชนคนไทยทุกคนได้เข้าใจอย่างถูกต้อง จึงเป็นที่มาของการจัดการเรียนรู้รายวิชานี้ นิสิตควรจะเข้าไปศึกษาพระราชาดำรัสทั้งหมดที่เกี่ยวข้อง ที่นี่

๒) เกษตรทฤษฎีใหม่

เกษตรทฤษฎีใหม่เป็นตัวอย่างของการนำ "หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" ไปใช้ในการทำการเกษตร ที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ ทรงทำเป็นตัวอย่างให้เกษตรกรไทย ... รายละเอียดเรื่อง เกษตรทฤษฎีใหม่ เป็นเนื้อหาในบทเรียนต่อไปของรายวิชานี้

๓) หญ้าแฝก

ก่อนที่ในหลวงรัชกาลที่ ๙ จะทรงพระราชทานแนะนำ นักวิชาการเข้าใจว่า หญ้าแฝกเป็นวัชรพืช ทรงศึกษาทดลอง สาธิต แสดงให้เห็นว่า หญ้าแฝกไม่ใช่วัชรพืช แต่เป็นหญ้าที่มีประโยชน์ในการพัฒนาดินอย่างยิ่ง ทรงเรียกว่า "หญ้ามหัศจรรย์" ด้วยลักษณะพิเศษของหญ้าแฝกที่มีรากยาวหลายเมตรหยั่งลึกลงในดิน จึงช่วยอุ้มน้ำรักษาความชุ่มชื้นไว้ในดิน แก้ปัญหาพื้นที่ดินทราย เป็นแหล่งเจริญเติบโตของจุลินทรีย์ช่วยย่อยสลายอินทรีย์วัตถุทำให้ดินทำให้ดินดานกลายเป็นดินร่วน เมื่อนำมาปลูกเรียงเป็นแถวกั้นแนวทางน้ำไหล จะเป็นเหมือนกำแพงกั้นการพลังทลายของดิน ลักษณะการเจริญของรากหญ้าแฝกที่ไม่แผ่ขยายไปด้านข้าง ทำให้สามารถปลูกสลับ สับ แซม หรือปลูกรวมกับพืชหลักโดยไม่วัชรพืชแต่อย่างใด

(ต้นพันธุ์หญ้าแฝกเตรียมแจกจ่ายให้เกษตรกร ของกรมพัฒนาที่ดิน อ.เมือง จ.มหาสารคาม)

ผู้สนใจสามารถสืบค้นและศึกษาได้ง่าย โดยเฉพาะจากเว็บไซต์ของ กปร. (ที่นี่) และหากต้องการจะทดลองปลูกด้วยตนเอง ก็สามารถติดต่อขอรับได้ที่งานส่งเสริมของกรมพัฒนาที่ดินใกล้บ้านได้ไม่ยากเลย

๔) แกล้งดิน 

การแกล้งดิน คือวิธีการแก้ปัญหาดินเปรี๊ยวหรือดินเป็นกรด มีสารกัมมะถันมากเกินไป ซึ่งในประเทศไทยมีประมาณ ๔๐๐,๐๐๐ ไร่ (เฉพาะจังหวัดนาราธิวาส มีพื้นที่ดินเปรี๊ยวถึง ๓๐๐,๐๐๐ ไร่) โดยใช้วิธีการจัดการน้ำเพื่อล้างความเปรี้ยวของดิน .... นิสิตผู้สนใจสามารถศึกษารายละเอียดได้จากเว็บไซต์ของ กปร. ที่นี่

ในฤดูฝนที่มีน้ำขัง สารไพไรต์ในดินจะลายในน้ำ และเมื่อน้ำแห้งลงในหน้าแล้ง สารนั้นทำปฏิกิริยากับอากาศเกิดเป็นดินเปรี๊ยวหรือดินเป็นกรดที่มีกัมมะถันปริมาณมาก ทำให้ไม่สามารถปลูกพืชได้ ทรงมีพระราชดำริให้ "แกล้งดิน" โดยผันน้ำเข้าและออก ให้เหมือนว่าดินได้ผ่านหน้าฝนและหน้าแล้งสลับไปหลายครั้งในหนึ่งปี (สี่รอบ) ทำให้สารกัมมะถันก็ถูกล้างออกไป พร้อมๆ กับการแก้ไขควาเป็นกรดของดินด้วยปูนขาว ... คลิบวีดีโอที่อธิบายเรื่องนี้ได้สั้นกระทัดรัดและดีมากๆ อยู่ที่นี่ 

๕) แก้มลิง

ทรงมีพระราชดำริถึงลิงเมื่อได้รับกล้วยคราวละมากๆ ลิงจะปลอกเปลือกแล้วเก็บกล้วยไว้ในกระพุ้งแก้มจนกว่าจะหมดหรือเต็มกระพุ้งแก้ม ก่อนจะนำออกมาเคี้ยวกินในภายหลัง ทรงใช้แนวคิดนี้ในการแก้ปัญหาอุทกภัย ทรงดำริให้ทำโครงการแก้มลิง จัดหาพื้นที่รับน้ำฝนชั่วคราว ก่อนจะระบายน้ำลงทะเลในภายหลัง ... ให้นิสิตศึกษาจากเว็บไซต์ กปร. ที่นี่ 

๖) ฝนหลวง

พระราชดำริ ฝนหลวง คือ การศึกษา วิจัย และพัฒนา การทำฝนเทียม เพื่อแก้ปัญหาภัยแล้งอย่างได้ผล  และได้คิดค้นนวัตกรรมใหม่ที่เรียกว่า "SUPPER SANDWICH TECHNIQUE" ทรงสรุปขั้นตอนโดยมีภาพการ์ตูนประกอบ และพระราชทานให้เป็นตำราฝนหลวง  ศึกษารายละเอียดได้ที่เว็บไซต์ของกรมฝนหลวงและการบินเกษตร ที่นี่

๒) หลักการทรงงาน

หลักการทรงงานที่ กปร. เป็นผู้รวบรวมและเผยแพร่ ๒๓ ข้อ ให้นิสิตคลิกที่นี่ เพื่อศึกษาแต่ละข้อให้เข้าใจ ... กิจกรรมการเรียนการสอนในวันนี้ ได้กำหนดให้แต่ละกลุ่มนิสิตเลือกหลักการทรงงานที่ประทับใจที่สุด แล้วสืบค้นและเขียนสรุปลงในกระดาษบรู๊ฟ

(ขออภัยผู้อ่าน จำเป็นต้องใส่ภาพไว้ที่นี่ เพื่อใช้ในการตรวจสอบการเข้าร่วมกิจกรรมกับนิสิต)















สังเกตกว่า นิสิตหลายกลุ่มเลือกหลักการทรงงานเหมือนกันหลายกลุ่ม โดยเฉพาะ "การพึ่งตนเอง" "ระเบิดจากภายใน" "ใช้ธรรมชาติช่วยธรรมชาติ"

๓) ขั้นตอนการทรงงาน

พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีวิธีการทรงงาน ๕ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) ศึกษาข้อมูล  ๒) หาข้อมูลในพื้นที่ ๓) ศึกษาข้อมูลและจัดทำโครงการ ๔) ดำเนินงานตามโครงการ และ ๕) ติดตามผลงาน  ศึกษารายละเอียดได้ที่นี่

นิสิตที่กำลังเรียนรายวิชานี้ ควรจะสามารถอธิบายความหมายและยกตัวอย่างพระราชกรณียกิจที่เกี่ยวข้องกับแต่ละข้อของหลักการทรงงานได้

วันเสาร์ที่ 9 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓-๒๕๖๐ (๖) ถอดบทเรียน ๓-๒-๔ จากกิจกรรมที่ทำแล้วดีและภูมิใจ

ครั้งที่ ๕ (๕ มิถุนายน ๒๕๖๑) ของกิจกรรมการเรียนรู้ในชั้นเรียนรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง (ปศพพ.) เป็นการ "ถอดบทเรียน" จากประสบการณ์การทำกิจกรรมที่ทำแล้วดี ทำแล้วภูมิใจ ที่นิสิตได้เขียนตอบไว้ในการตอบคำถาม ๘ ข้อ ของ ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา

เพื่อให้นิสิตที่เลือกกิจกรรมในลักษณะเดียวกัน ได้แลกเปลี่ยนสนทนากัน ให้รู้จักและคุ้นเคยกันให้มากขึ้น และเพื่อให้ได้ฝึกทักษะการฟังและสรุปใจความสำคัญร่วมกัน อาจารย์ผู้สอนที่วันนี้ทำหน้าที่เป็น Facilitator (ผู้อำนวยการเรียนรู้) จึงได้กำหนดเงื่อนไข ให้นิสิตจับคู่กับคนที่เลือกกิจกรรมเหมือนกันหรือคลายกัน แล้วเขียนคำตอบเดียวกัน (เขียนเหมือนกัน) ลงในใบกิจกรรมที่ ๒ (ต่อ) "ถอดบทเรียน ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไข ๔ มิติ ดังแบบฟอร์มดังภาพ (ดาวน์โหลดได้ที่นี่ ผมเปลี่ยนคำว่า "นิสิต" เป็นคำว่า "นักเรียน" เผื่อคุณครูจะนำไปใช้สำหรับขับเคลื่อนในโรงเรียน)

โดยผู้สอนใช้ช่วงเวลาที่นิสิตกำลังอภิปรายกันเป็นคู่ อธิบายแทรกผ่านไมค์ไร้สายและเดินไปรอบๆ พร้อม ๆ กับเปิดโอกาสให้คู่ที่ไม่มั่นใจยกมือขึ้นถามว่าติดตรงไหนที่ทำไม่ได้ แล้วผู้สอนก็จะถอดบทเรียนให้เห็นเป็นตัวอย่าง  สอบถามไปเรื่อยๆ สาธิตการถอดบทเรียนไปเรื่อยๆ จนกว่านิสิตทุกคนจะเสร็จ


มีนิสิตเข้าเรียนในครั้งนี้ ๘๒ คน กิจกรรมที่นิสิตทำแล้วดีและภูมิใจ ได้แก่

  • ทำบุญตักบาตร ทำความสะอาดห้องน้ำวัด เลี้ยงแมวจรจัดหาบ้านให้สัตวอยู่ (รวม ๔ คน)
  • หารายได้พิเศษให้ตนเอง (๒ คน) 
  • เก็บออม (๔ คน )
  • กิจกรรมจิตอาสาเช่น บริจาค แบ่งปัน ปลูกป่า (รวม ๘ คน) 
  • กิจกรรมจัดค่ายหรือกิจกรรมพัฒนานิสิตต่างๆ (รวม ๑๙ คน) ได้แก่ ค่าย First Date First Love, ฝึกสต๊าฟ (๖ คน) ค่ายครูบ้านนอก ค่ายโครงการคุณธรรมเพื่อผู้สูงอายุ ค่ายนักดนตรีพัฒนาศักยภาพรุ่นน้อง ค่ายหัดบิน ร้องคอรัสประกอบละครคณะสถาปัตย์ฯ 
  • กิจกรรมผ่อนคลายหรืองานอดิเรก (รวม ๑๘ คน) ได้แก่ เล่นดนตรี (๕ คน) ปลูกต้นไม้ เลี้ยงสัตว์ เลี้ยงปลาสวยงาม เล่นเกมส์ ทำอาหาร (๔ คน) 
  • ออกกำลังกาย (รวม ๑๓ คน) ได้แก่ เล่นกีฬา รำและออกกำลังกาย เตะฟุตบอล และซ้อมกีฬา 
  • อ่านหนังสือและพัฒนาตนเอง (รวม ๑๔ คน) ได้แก่ เรียน อ่านหนังสือ (๘ คน) เรียนหนังสือ (๔ คน) และพัฒนาตนเอง (๒ คน)
จากการอ่านละเอียดทุกชิ้นงานและประเมินโดยกำหนดเกณฑ์โดยใช้ดุลยพินิจของอาจารย์ผู้สอน ดังนี้ 
  • ๕ คะแนน สำหรับนิสิตที่ส่งงาน (เขียนตอบงานตามเงื่อนไขให้ส่งตามชิ้นงานและเวลาที่กำหนด) แต่นิสิตยังไม่เข้าใน หรือเข้าใจไม่ถูกต้อง 
  • ๖ คะแนน สำหรับนิสิตที่ส่งงาน แต่ยังไม่เข้าใจเป็นส่วนใหญ่ (เข้าใจเพียงบางห่วง บางเงื่อนไข หรือบางมิติ)
  • ๗ คะแนน สำหรับนิสิตที่ส่งงาน มีส่วนที่เข้าใจและส่วนที่ไม่เข้าใจพอๆ กัน (เข้าใจครึ่งหนึ่ง ไม่เข้าใจครึ่งหนึ่ง)
  • ๘ คะแนน สำหรับนิสิตที่ส่งงาน เข้าใจเป็นส่วนใหญ่ (แต่ยังมีบางห่วง บางเงื่อนไข บางมิติ ที่ยังไม่เข้าใจ)
  • ๙ คะแนน สำหรับนิสิตที่ส่งงาน เข้าใจเกือบทั้งหมด แต่ยังถอดบทเรียนไม่ครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ
  • ๑๐ คะแนน สำหรับที่นิสิตทีส่งงาน เข้าใจทั้งหมด และถอดบทเรียนได้ครอบคลุมประเด็นสำคัญๆ 
สามารถสรุปดังภาพ 


ผลการตรวจใบกิจกรรมที่ ๒ ผู้เขียนประเมินให้นิสิตได้คะแนนดังนี้ 
  • ได้ ๕ คะแนน ๔ คน
  • ได้ ๖ คะแนน ๒ คน
  • ได้ ๗ คะแนน ๑๓ คน 
  • ได้ ๘ คะแนน ๒๑ คน 
  • ได้ ๘.๕ คะแนน ๑๐ คน 
  • ได้ ๙ คะแนน ๒๘ คน 
  • ได้ ๙.๕ คะแนน ๗ คน 
  • ได้ ๑๐ คะแนน ๒ คน 
หากถือว่า ผ่านเกณฑ์ตั้งแต่ ๘ คะแนนขึ้นไป จะมีนิสิตผ่านตามวัตถุประสงค์ถึง ๖๘ คน คิดเป็นร้อยละ ๘๓ ถือว่า กิจกรรมการเรียนการสอนที่ใช้ได้ผลดีมาก  อย่างไรก็ตาม กิจกรรมประเมินด้วยการถอดบทเรียนเป็นคู่นิสิตแบบนี้อาจจะคลาดเคลื่อนได้ในกรณีที่นิสิตไม่ได้แลกเปลี่ยนอภิปรายกันแล้วค่อยลงข้อสรุปละเขียนตอบ แต่ใช้วิธีคัดลอกกัน อย่างไรก็ดี เชื่อว่านิสิตน่าจะมีความรู้ความเข้าใจเพิ่มขึ้นพอสมควร 

ต่อไปนี้เป็นชิ้นงานที่นิสิตได้ ๑๐ คะแนน และ ๙.๕ คะแนน ที่น่าจะมีประโยชน์สำหรับการทำความเข้าใจด้วยตนเองของนิสิต (คลิกที่ภาพ จะเข้าถึงต้นฉบับภาพที่ชัดอ่านง่าย)




งั้นชิ้นนี้ไม่ได้เต็ม ๑๐ คะแนน ถูกหัก ๐.๕ คะแนน เนื่องจาก การถอดบทเรียนในห่วง "ประมาณ" ไม่ชัดเจน ไม่เฉพาะเจาะจงเพียงพอให้เห็นการปฏิบัติ สังเกตว่า การพอประมาณกับศักยภาพของตนและงบประมาณที่มี ทุกโครงการก็ต้องคำนึงถึงอยู่แล้ว ควรเขียนให้ชัดเจนหรือยกตัวอย่างว่า กิจกรรมนี้ต้องพอประมาณกับศักยภาพด้านใดที่สำคัญๆ พอประมาณกับงบประมาณอย่างไรพิจารณาอย่างไร เป็นต้น


นิสิตคู่นี้ก็ไม่ได้คะแนนเต็ม ๑๐ คะแนน ถูกหัก ๐.๕ คะแนนจาก เงื่อนไขความรู้ ซึ่งความจริงบางข้อนิสิตก็เขียนได้ถูกต้องเช่น ความรู้เรื่องระเบียบวินัย แต่ก็ยังไม่เจาะจงเฉพาะเพียงพอ ที่จะสามารถน้ำไปเป็นแนวทางปฏิบัติได้สำหรับผู้อ่าน ยิ่งข้อที่เขียนว่า ความรู้ที่ได้เรียนมา ความรู้จากประสบการณ์ ยิ่งกว้างขวาง ไม่อาจทราบหรือระบุได้เลย


ส่วนนิสิตคู่นี้ ไม่ได้คะแนนเต็ม ๑๐ เพราะ เขียนในห่วง "ภูมิคุ้มกันในตัวที่ดี" ว่า แก้ปัญหาเฉพาะหน้า มีความคิดสร้างสรรค์ ซึ่งน่าจะอยู่ที่ห่วง "พอประมาณ" มากกว่า  

ในห่วง "พอประมาณ" มีคำสำคัญคือ  พอประมาณกับศักยภาพ พอประมาณกับทรัพยากรที่มี พอประมาณกับเวลาที่มี เหมาะสมกับกาละและเทสะ เป็นต้น  ดังนั้น ความสามารถในการแก้ปัญหาและการมีความคิดสร้างสรรค์ ถือเป็นศักยภาพที่ควรมีให้เพียงพอ จึงควรจะอยู่ที่ห่วงพอประมาณมากกว่า 

ส่วนห่วง "ภูมิคุ้มกันที่ดีในตน" นั้น มีคำสำคัญคือ ป้องกันเหตุอันไม่คาดคิด พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง วางแผน ปลอดภัย ความเสี่ยงที่จะทำให้ไม่สำเร็จ การประเมินผลให้รู้เสมอว่ากำลังทำอะไร รวมถึง ภูมิคุ้มกันภายในคือ สติ สมาธิ และคุณธรรมประจำใจ ความรู้และประสบการณ์ด้วย 

อย่างไรก็ดี ทั้งสามห่วง เปรียบเหมือนวงแหวนที่คล้องกันไว้เสมอ ไม่สามารถดึงออกจากกันได้ ดังนั้นทุครั้งที่จะตัดสินใจต้องคิดให้รอบคอบคลุม ๓ ห่วง เสมอ  ในทางกลับกัน เมื่อเราถอดบทเรียนว่าสิ่งนี้ๆ สอดคล้องกับห่วงนี้  แท้จริงแล้วสิ่งนั้นจะสอดคล้องกับอีก ๒ ห่วงด้วยทุกครั้งเสมอ 

ขอจบบันทึกเท่านี้ครับ เจอกันใหม่

วันศุกร์ที่ 8 มิถุนายน พ.ศ. 2561

CADL_KM-GE_๖๑-๑ : เรียนรู้การเขียนเค้าโครงงานวิจัยจาก ผศ.ดร.มาเรียม นิลพันธุ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปกร

วันนี้ (๘ มิถุนายน ๖๑) บุคลากรสำนักศึกษาทั่วไป (GE) มีโอกาสได้เรียนรู้เรื่อง R2R (Routine to Reseach) จากวิทยากรรับเชิญ ผศ.ดร.มาเรียม นิลพันธุ์ คณบดีคณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยศิลปากร เป้าหมายภายใน ๕ ชั่วโมงคือ ภายในบ่ายสองครึ่ง จะต้องได้ proposal หรือเค้าโครงงานวิจัยออกมาให้ได้ โดยแบ่งให้แต่ละกลุ่มงานทำ workshop กัน ผม AAR ว่าตนเองได้ทั้ง delearn เข้าใจผิด relearn เข้าใจมากขึ้น และ plearn เพลินกับการเรียนรู้เทคนิคใหม่ในการบรรยายจากท่าน และประทับใจมาก ... มีแรงบันดาลใจอยากบันทึกแบ่งปันสำหรับใครที่อยากจะฟังท่านบรรยายครับ



R2R คืออะไร

ท่านยกเอาความหมายที่ ศ.นพ.วิจารณ์ พานิช ให้นิยามไว้ ในการบรรยายครั้ืงหนึ่ง ว่า

R2R ย่อมาจาก Routine to Research  แปลว่า การพัฒนางานประจำสู่งานวิจัย หมายถึง การทำงานวิจัยจากงานประจำ ทำงานประจำจนเป็นงานวิจัย ทำวิจัยโดยใช้ปัญหาจากงานประจำ ผู้วิจัยคือผู้ที่ปฏิบัติงานประจำ โดยมุ่งเน้นการนำผลการวิจัยไปพัฒนาการทำงานประจำของตนให้ดีขึ้นเป็นลำดับแรก ไม่เน้นความเป็นเลิศทางวิชาการ และไม่ใช้แนวคิดแบบวิทยานิพนธ์

ในการนิยาม R2R เบื้องต้น ท่านเน้นว่า ศ.นพ.วิจารณ์ ย้ำว่า R2R ไม่มีความหมายตายตัว แต่ละหน่วยงานต้องนิยามเอาเองให้เหมาะสมต่อสถานการณ์และความต้องการของตน  การอบรมวันนี้เป็นการนำเอาประสบการณ์ในการทำ R2R ของสำนักวิจัยด้านการศึกษาของ ม.ศิลปกร มาแลกเปลี่ยน และท่านเองก็เคยเป็นผู้บริการที่รับผิดชอบงานวิจัยโดยตรง มีความเชี่ยวชาญเรื่องวิจัยอย่างมาก ด้วยเหตุนี้ การอบรมเชิงปฎิบัติการในวันนี้จึงเข้มข้นไปด้วยระเบียบวิธีวิจัย เทคนิค และเคล็ดวิชาในการกำหนดปัญหาวิจัย การกำหนดกรอบแนวคิดในการวิจัย และความคิดรวบยอดในการเขียนเค้าโครงงานวิจัย

ปัญหาของการวิจัยแบบ R2R

ปัญหาของการวิจัยแบบ R2R คือ ความไม่สอดคล้องของสภาพที่เกิดขึ้นจริงกับเป้าหมายที่ต้องการให้เกิดตามเกณฑ์หรือมาตรฐานที่กำหนด การวิจัยจะช่วยให้ช่องว่างระหว่างเป้าหมายและสภาพจริงลดน้อยลง

สังเกตว่าเป็นการนิยามให้ปัญหาวิจัยมุ่งไปเกี่ยวข้องเฉพาะเรื่องปัญหาหน้างานเพื่อให้เกิดการพัฒนางาน เคล็ดวิชาสำคัญในการมองปัญหาวิจัย คือการมองไปที่ "เหตุและปัจจัย" ที่ส่งผลต่องาน ได้แก่

  • ความรู้ความเข้าใจ
  • ทักษะในการปฏิบัติงาน/ความสามารถในการปฏิบัติงาน
  • ความสามารถในการสื่อสาร 
  • ความสุขในการทำงาน
  • ความสามารถในการแก้ปัญหา
  • พฤติกรรมการทำงาน/การแลกเปลี่ยนเรียนรู้
  • ความพึงพอใจในการปฏิบัติงาน
  • สภาพปัญหาและแนวทางการพัฒนางาน
  • การให้บริการ
  • ความต้องการ
  • การมีส่วนร่วม/ความร่วมมือ
  • ฯลฯ

การตั้งชื่อเรื่องงานวิจัย

การกำหนดชึ่อเรื่อง(งาน)วิจัย ต้องสอดคล้องกับปัญหา เรื่องที่ต้องการพัฒนา มีความชัดเจน ชี้ให้เห็นว่าผู้วิจัยต้องการศึกษา/พัฒนาเรื่องอะไร (ตัวแปรที่ศึกษาคืออะไร) กับใครที่ไหน (ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง)
ท่านให้เคล็ดวิชาในการกำหนดหัวเรื่องการวิจัยแบบ R2R ที่สำคัญๆ มา ๕ แนวทาง ได้แก่

  • การศึกษา ................สำหรับ............................
  • การพัฒนา ...............สำหรับ(ของ)..................
  • การประเมิน.....................................................
  • การสร้ง...........................................................
  • การเปรียบเทียบ..............................................
  • ฯลฯ

รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัย

รูปแบบการเขียนเค้าโครงงานวิจัยของแต่ละมหาวิทยาลัยจะแตกต่างกัน สำหรับคณะศึกษาศาสตร์ ม.ศิลปกร ใช้ รูปแบบดังต่อไปนี้

  • ชื่อโครงการวิจัย (ระบุทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ) 
  • ชื่อผู้วิจัย
  • ชื่อที่ปรึกษา (ถ้ามี)
  • ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย
  • กรอบแนวคิดทางทฤษฎีที่ใช้ในการวิจัย หรือ กรอบแนวคิดที่ใช้ในการวิจัย
  • วัตถุประสงค์ของการวิจัย
  • ขอบเขตของการวิจัย
  • นิยามศัพท์เฉพาะ
  • ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับจากการวิจัย 
  • เอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (เขียนย่อๆ)
  • วิธีการดำเนินการวิจัย
    • ประชากรและกลุ่มตัวอย่าง
    • เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย (แยกเป็น ประเภทของเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย และ  วิธีการสร้างและตรวจสอบคุณภาพ)
    • การเก็บรวบรวมข้อมูล
    • การวิเคราะห์ข้อมูล
    • สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์
    • ระยะเวลาและแผนการดำเนินการวิจัย ให้เขียนเป็น Grant Chart
  • งบประมาณการวิจัย
  • บรรณานุกรม/เอกสารอ้างอิง
  • ประวัติผู้วิจัยและประวัติผลงานวิจัยของที่ปรึกษา (ถ้ามี) 
ผมถอดบทเรียนมาถึงตรงนี้ สรุปในใจตนเองว่า รูปแบบการเขียนเค้าโครงวิจัยแบบนี้ คงจะต้องเป็น R2R เฉพาะในหน่วยงานที่รับผิดชอบด้านการวิจัยการศึกษาเป็นแน่แท้... เพราะนี่คือรูปแบบระเบียบวิธีวิจัยไปสู่ความเป็นเลิศทางวิชาการและเป็นงานวิทยานิพนธ์ระดับบัณฑิตศึกษานั่นเอง 

วิธีการตั้งชื่อเรื่องงานวิจัย

นอกจากต้องให้สอดคล้องกับปัญหา ต้องให้ชัดเจนในประเด็นต่อไปนี้ โดยให้สั้นกระทัดรัดที่สุด
  • พัฒนาอะไร แก้ปัญหาอะไร/ผลที่ต้องการให้เกิดขึ้น (ตัวแปรตาม) ค้ออะไร 
  • ใช้เทคนิค/วิธี/นวัตกรรมกลยุทธ์รูปแบบใด (ตัวแปรต้นหรือตัวแปรอิสระ)
  • ทำกับใคร+ที่ไหน (ประชากร/กลุ่มเป้าหมาย)
หลักในการเขียนความสำคัญและความเป็นมาของปัญหา

เขียนเรียบเรียงในเชิงสังเคราะห์ให้ผู้อ่านเห็นประเด็นดังต่อไปนี้ 
  • มีความสำคัญอย่างไร ใครว่าสำคัญบ้าง(ให้อ้างอิง)
  • อ้างความสำคัญจากทฤษฎี แนวคิด ผลการวิจัย 
  • รู้ได้อย่างไรว่าเป็นปัญหาและปัญหานั้นสำคัญอย่างไร
  • ปัญหานี้มีสาเหตุมาจากอะไรบ้างจะแก้ไขที่สาเหตุใด
  • วิธีใดนวัตกรรมใดดีที่สุด 
การเขียนกรอบความคิดที่ใช้ในการวิจัย

เขียนให้เห็นว่า ผู้วิจัยใช้แนวคิด ทฤษฎีของใครในการวิจัยครั้งนี้ โดยผู้วิจัยต้องทบทวนวรรณกรรมและกำหนดว่าจะใช้แนวคิดใด ทฤษฎีของใครในการวิจัย หรือเมื่อศึกษาหลายๆ แนวคิดแล้ว ผู้วิจัยสังเคราะห์แนวคิดที่ใช้การวิจัยอย่างไร โดยเขียนพรรณแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย และควรแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ใช้ในการวิจัย และควรแสดงเป็นแผนภูมิ หรือโมเดลแสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร 

ผมขอแสดงความเห็นแย้งต่อวิธีการสร้างกรอบแนวคิดในการวิจัยแบบนี้ นี่เป็นกรอบแนวคิดที่ใช้สำหรับระเบียบวิธีวิจัยทางวิทยาศาสตร์วัตถุ (วิทยาศาสตร์กายภาพ) ไม่เหมาะสำหรับการวิจัยด้านสังคมหรือการศึกษา ซึ่งปัจจัยและสภาพการพัฒนาแตกต่างกันไปขึ้นอยู่กับสังคม สิ่งแวดล้อม และวัฒนธรรม การยึดติดกรอบการวิจัยลักษณะนี้ และสอนกันให้ทำต่อไปแบบรุ่นต่อรุ่น จะไม่ทำให้เกิดทฤษฎีใหม่ใดๆ มากนัก นอกจากนี้ การทบทวนวรรณกรรรมที่นำเอางานวิจัยที่ทำสำหรับ "คนตะวันตก" มาใช้กับ  "คนตะวันออก" และมองข้ามภูมิปัญญาและศรัทธาของตนเอง  เช่น ไม่มีใครอ้างอิงวรรณกรรมจากพระไตรปิฏก หรือคำสอนของพระพุทธเจ้า ทั้งๆ ที่ เป็นวิธีที่ดีที่สุดในการแก้ปัญหาและพัฒนา .... 

อย่างไรก็ดี สิ่งที่ท่านแนะนำวันนี้ก็มีประโยชน์มากในการ "ดำรงวิชาชีพอยู่ในระบบหรือกระแสปัจจุบัน" ท่านให้เคล็ดวิชาในการเขียนกรอบแนวคิดดังนี้ 
  • ให้เขียนเสนอในเชิงสังเคราะห์ โดยสังเคราะห์เป็นของผู้วิจัยเอง 
  • แสดงความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรต้นและตัวแปรตาม
  • สังเคราะห์เป็นของผู้วิจัยเอง
  • ได้จากการสังเคราะห์ทฤษฎี แนวคิด และผลการวิจัย
  • เรียบเรียงแล้วเสนอเป็นแผนภูมิ แผนภาพ 
การเขียนวัตถุประสงค์ในการวิจัย

ให้เขียนถึงความมุ่งหมายที่ผู้วิจัยต้องการว่า ต้องการศึกษาอะไร กระทัดรัด ได้ใจความ  เขียนเป็นประโยคบอกเล่าเป็นข้อๆ ด้วยข้อความว่า "เพื่อ....." การเขียนวัตถุประสงค์ที่ชัดเจนจะช่วยกำหนดขอบเขตการวิจัยได้ ลักษณะของวัตถุประสงค์ที่ดี มีดังนี้ 
  • สอดคล้องกับปัญหาวิจัย เรื่องที่วิจัย 
  • สั้นกระทัดรัด ได้ใจความ 
  • ครอบคลุมสิ่งที่ต้องการศึกษา
  • ตอบปัญหาโจทย์วิจัย 
ตัวอย่าง เช่น เพื่อศึกษา... เพื่อเปรียบเทียบ... เพื่อประเมิน.... เพื่อพัฒนา.... เพื่อสร้าง... เพื่อวิเคราะห์....  

ขอบเขตการวิจัย

กำหนดให้ชัดเจนว่า ผู้วิจัยต้องการทำวิจัยครอบคลุมแค่ไหนเพื่อให้ตอบวัตถุประสงค์การวิจัย ประชากรและกลุ่มตัวอย่างเป็นใคร จำนวนเท่าไหร่ กำหนดตัวแปรต้นและตัวแปรตาม หรือกำหนดขอบเขตวิจัยด้านเนื้อหา ระยะเวลา และสถานที่ (ผมเข้าใจว่า ขอบเขตวิจัยจะต้องบอกเกี่ยวกับตัวแปรควบคุมให้ชัดเจนเป็นสำคัญ)  โดยมีแนวทางในการเขียนตามประเด็นดังนี้ 
  • ทำแล้วต้องการผลอะไร แก้ปัญหาอะไรได้ พัฒนาอะไร (ตัวแปรตาม)
  • ทำกับใคร ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง วิธีการสุ่มตัวอย่าง 
  • ทำเมื่อไหร่/ที่ไหน ระะยะเวลาเท่าใด สถานที่ใด
  • เรื่องอะไร เนื้อหาสาระ มาตรฐาน ตัวชี้วัด สมรรถนะที่สำคัญ คุณลักษณะอันพึงประสงค์
  • ฯลฯ 
ตัวอย่าง
  • ประชากร  เช่น นักศึกษาจำนวน....... คน ภาคเรียนที่ ..... ปีการศึกษาที่..... คณะ......... 
  • กลุ่มตัวอย่าง เช่น นักศึกษาจำนวน......คน ภาคเรียนที่.....ปีการศึกษาที่..... คณะ........
  • วิธีการสุ่มตัวอย่าง เช่น สุ่มนักศึกษาด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างอย่างง่าย (Simple Randoทm Sampling) แบบจับสลาก 
  • เนื้อหา เช่น งาน........
  • ระยะเวลา เช่น ระหว่างเดือน......... ภาคเรียนที่..... ปีการศึกษาที่.....
  • ตัวแปรที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ เช่น ตัวแปรต้น คือ ...........................   ตัวแปรตาม คือ .................ง
  • เป็นต้น 
การนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย

กำหนดความหมายที่ได้จากการสังเคราะห์ของผู้วิจัยเอง ไม่ใช่แนวคิดหรือทฤษฎี เพื่อให้เข้าใจตรงกันระหว่างผู้วิจัยและผู้อ่านงานวิจัย โดยต้องครอบคลุมสิ่งต่างๆ ต่อไปนี้ 
  • ตัวแปรที่จะศึกษา ตัวแปรต้น ตัวแปรตาม
  • ประชากร/กลุ่มตัวอย่าง
  • สิ่งอื่นที่สำคัญและเกี่ยวข้อง
ลักษณะของคำศัพท์เฉพาะ จะต้องเป็นนิยามเชิงปฏิบัติการที่วัดได้ ทดสอบได้ สังเกตได้ และเก็บคะแนนได้ 

การเขียนประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ

ให้คาดคะเนว่า เมื่อดำเนินการวิจัยสิ้นสุดลง ใครหรือหน่วยงานใดเป็นผู้ได้รับประโยชน์ ได้รับประโยชน์อย่างไร และได้รับมากน้อยเพียงใด  เช่น 
  • อาจารย์มี..................... 
  • นักศึกษามี..................
  • ได้..............................
  • เป็นแนวทาง................ในการพัฒนา..................
  • ฯลฯ
การเขียนเอกสารและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง (เขียนย่อๆ)

ให้เขียน ๓ ประเด็นต่อไปนี้ 
  • แนวคิด ทฤษฎี เกี่ยวกับการบริหารจัดการ....................
  • บริบทและข้อมูลทั่วไปของหน่วยงาน..........................
  • งานวิจัยที่เกี่ยวข้องทั้งในและต่างประเทศ .................. ควรจะเป็นงานวิจัยย้อนหลังไปไม่เกิน ๕ ปี ยกเว้น ผลงานวิจัย classics  มีการอ้างอิงมาอย่างต่อเนื่อง 
  • ฯลฯ 
การเขียนวิธีดำเนินการวิจัย

เขียนรายละเอียดของกลุ่มตัวอย่าง วิธีการกำหนดกลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย วิธีการตรวจสอบคุณภาพของเครื่องมือ (ขอบันทึกแบบแสดงสไลด์ของท่านแบบเล่าด้วยภาพ เพราะเนื่องเวลาจำกัดมากในช่วงท้ายในการอบรม จึงเป็นการบรรยายสรุปอย่างรวดเร็ว)






ท่านเน้นให้ เขียนวิธีการดำเนินการวิจัย แบบสรุปรวมและนำเสนอแบบตารางความสอดคล้องระหว่าง วัตถุประสงค์ วิธีการ กลุ่มตัวอย่าง เครื่องมือ และ การวิเคราะห์ข้อมูล ดังตารางด้านล่าง


และเน้นอีกว่า การเขียนแผนการดำเนินการวิจัย ให้เขียนเป็นแบบแผนผัง Grant Chart  ดังรูป


การเขียนงบประมาณการวิจัย

ท่านแนะนำว่า การเขียนให้ชัดเจนและแยกเป็นหมวดๆ  เช่น

  • ค่าตอบแทน แบ่งเป็น ค่าตอบแทนนักวิจัย ค่าตอบแทนผู้ทรงคุณวุฒิ/ผู้เชี่ยวชาญ ค่าตอบแทนที่ปรึกษา ฯลฯ 
  • ค่าใช้สอย เช่น ค่าพิมพ์เอกสาร ค่าจัดทำเล่มรายงาน ฯลฯ  
  • ค่าวัสดุ เช่น ค่าหมึกพิมพ์ ค่ากระดาษอัดสำเนา ฯลฯ 

การเขียนบรรณานุกรมหรือเอกสารอ้างอิง

ส่วนใหญ่มักใช้แบบ APA style  ตัวอย่างดังภาพ



ทดลองเขียนเค้าโครงการวิจัยแบบไวๆ


๑) ชื่อโครงการวิจัย: การประเมินประสิทธิผลของการพัฒนางานบริการห้องเรียนรวม ตามคำขวัญ "เปิดง่าย ใช้ดี มีสำรอง" ของสำนักศึกษาทั่วไป 

๒) ชื่อวิจัย: (บุคลากรผู้รับผิดชอบงานบริการห้องเรียนรวมทุกคน)

๓) ชื่ออาจารย์ที่ปรึกษา: (ผู้บริหารที่รับผิดชอบ) 

๔) ความสำคัญและที่มาของปัญหาการวิจัย 

การพัฒนางานบริการห้องเรียนรวมและสิ่งสนับสนุนการเรียนรู้ เป็นยุทธศาสตร์สำคัญของสำนักศึกษาทั่วไป มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (อ้างอิงเล่มแผนฯ) เพื่อให้การจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ การดำเนินงานที่ผ่านมาของกลุ่มงานสาระสนเทศ ผู้รับผิดชอบงานดังกล่าว ได้ยึดเอาคำขวัญ "เปิดง่าย ใช้ดี มีสำรอง" ซึ่งบุคลากรในกลุ่มงานร่วมกันกำหนดขึ้นตั้งแต่ปีการศึกษา ๒๕๕๘ เป็นต้นมา เพื่อให้การพัฒนางานบริการห้องเรียนรวมเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ จึงควรให้มีการศึกษาสภาพการให้บริการในปัจจุบัน และประเมินผลลัพธ์

๕) กรอบแนวคิดทางทฤษฎีหรือกรอบความคิดที่ใช้ในการวิจัย

ในการวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงสำรวจและการประเมินเชิงคุณภาพ

๖) วัตถุประสงค์
  • เพื่อศึกษาสภาพการให้บริการห้องเรียนรวมของสำนักศึกษาทั่วไป 
  • เพื่อประเมินประสิทธิผลของการพัฒนางานบริการบริการห้องเรียนรวมตามคำขวัญ "เปิดง่าย ใช้ดี มีสำรอง" 
  • เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนางานบริการห้องเรียนรวมของสำนักศึกษาทั่วไป 
๗) ขอบเขตการวิจัย 
  • ขอบเขตด้านประชากร: ประชากร บุคลากรและนิสิตผู้ใช้งานห้องเรียนรวมทั้งหมด กลุ่มตัวอย่าง เป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไปและตัวแทนนิสิตกลุ่มการเรียนละ ๒ คนต่อกลุ่มการเรียน โดยเลือกแบบเจาะจง 
  • ขอบเขตด้านเนื้อหา:  ประเมินเฉพาะประสิทธิผลของการให้บริการสื่อและโสตทัศณูปกรณ์ที่ติดตั้งในห้องเรียนรวมที่สำนักศึกษาดูแลเท่านั้น ไม่รวมอุปกรณ์ที่ให้บริการเสริมพิเศษ
  • ขอบเขตด้านระยะเวลา: ระยะเวลาในการเก็บข้อมูลเฉพาะภาคเรียนที่ ๒๕๖๑ ตั้งแต่เดือนสิงหาคม ๒๕๖๑ - กันยายน ๒๕๖๒ 
๘) คำนิยามศัพท์เฉพาะที่ใช้ในการวิจัย
  • การให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง ....
  • สภาพการให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง....
  • ปัจจัยที่ส่งผลต่อการให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง...
  • แนวทางการให้บริการห้องเรียนรวม หมายถึง...
  • อาจารย์ผู้สอนรายวิชาศึกษาทั่วไป หมายถึง ...
  • นิสิต หมายถึง ...
  • เจ้าหน้าที่ บร. หมายถึง ...
  • นิสิตผู้ช่วยอาจารย์ หมายถึง ...
  • แม่บ้าน หมายถึง ...
  • สื่อโสตทัศณูปกรณ์ หมายถึง อุปกรณ์ที่ติดตั้งให้บริการให้ห้องเรียนรวมต่อไปนี้ ๑) เครื่องคอมพิวเตอร์ส่วนบุคคล (PC) ๒) เครื่องฉายโปรดเจ็คเตอร์ ๓) ระบบเสียงภายในห้อง ได้แก่ ไมค์ เครื่องขยายเสียง ลำโพง 
  • ห้องเรียนรวม หมายถึง....
  • การพัฒนางานห้องเรียนรวม หมายถึง ...
  • ประสิทธิผลของการพัฒนา หมายถึง ....
การเขียนคำนิยามศัพท์ต้องเรียงลำดับความสำคัญของศัพท์สำคัญ จากสำคัญมากที่สุด และในคำนิยามศัพท์ อย่าใช้คำว่า "เช่น" ต้องใช้คำว่า ได้แก่ หรือ ประกอบด้วย  ต้องชัดเจน 

๙) แผนการดำเนินงาน 

๑๐) แผนการใช้งบประมาณ 

๑๑) ประโยชน์ที่คาดว่าจะได้รับ 
  • ทราบสภาพปัจจุบันของการให้บริการห้องเรียนรวม 
  • ทราบประสิทธิผล
๑๒) เอกสารและทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง
  • ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง  ควรอ้างอิงงานวิจัยย้อนหลังไม่เกิน ๕ ปี เว้นแต่เป็นงานวิจัย
โดยสรุปแล้ว ผมว่านี่ไม่ใช่ R2R ที่เหมาะสมกับบุคลากรและงานของสำนักศึกษาทั่วไป เพราะเราไม่ได้เน้นการวิจัยและการก้าวไปสู่ความก้าวหน้าด้านการงานของบุคลากรสายสนับสนุน จะเน้นการจัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน และการถอดบทเรียนประสบการณ์แห่งความสำเร็จและแนวปฏิบัติที่ดีในการปฏิบัติงาน








วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓-๒๕๖๐ (๕) บรรยายสรุป บทที่ ๒ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"

จากการเรียนการสอนบทที่ ๑ ที่มาของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และกิจกรรมต่างๆ ที่ผ่านมาทั้ง ๔ กิจกรรม พบแนวโน้มที่่ชัดเจนว่า นิสิตกว่าร้อยละ ๘๐ เข้าใจแล้วว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" (ปศพพ.) ไม่ใช่นำมาใช้เฉพาะเรื่องการเกษตร (เกษตรทฤษฎีใหม่) แต่สามารถนำมาใช้ในการดำเนินชีวิตได้ แต่เกือบทั้งหมดของนิสิตที่จะนำมาใช้กับการดำเนินชีวิต ล้วนเกี่ยวข้องกับมิติ "วัตถุ" หรือ "เศรษฐกิจ" เช่น ประหยัด อดออม การใช้จ่าย เป็นต้น เท่านั้น

หากแบ่งระดับความเข้าใจในการน้อมนำเอาหลัก ปศพพ. มาใช้ออกเป็น ๕ ระดับ (ซึ่งผู้เขียนเคยเสนอไว้ที่นี่)

๑) ระดับมูลค่า

ในระดับ "มูลค่า" มีความเข้าใจว่า "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"  (ปศพพ.) มีความหมายเดียวกับ "เศรษฐกิจพอเพียง" (ศพพ.) คือ เข้าใจว่า ปศพพ. คือ หลักการหรือแนวทางการใช้ทรัพยากรให้ "คุ้มค่า" และเกิดประโยชน์สูงสุด เช่น ประหยัด อดออม ใช้ของที่มีอยู่หรือหาได้ในท้องถิ่น พึ่งตนเองด้านวัตถุ พออยู่พอกิน เป็นต้น กล่าวโดยสรุป ผู้ที่นำเอา ปศพพ. ไปใช้ในระดัมูลค่า จัดว่านำไปใช้เฉพาะในมิติวัตถุหรือเศรษฐกิจเท่านั้น

๒) ระดับความรู้

ระดับ "ความรู้" ในที่นี้หมายถึงการเข้าใจ ปศพพ. ได้อย่างถูกต้องในทางทฤษฎีที่ได้อ่านหรือฟังมา สามารถอธิบายได้อย่างถูกต้องเกี่ยวกับกรอบคิด หลักการ และเงื่อนไขพื้นฐานของ ปศพพ. (บรรยายสรุปตามสไลด์) แต่ยังไม่เคยน้อมนำไปใช้กับตนเอง จึงไม่สามารถจะยกตัวอย่างการปฏิบัติได้โดยพิสดาร ไม่สามารถถอดบทเรียนการเชื่อมโยง ๓ ห่วง ๑ เงื่อนไข ๔ มิติได้





๓) ระดับหลักคิด
"ระดับหลักคิด" เข้าใจว่า ปศพพ. เป็น "หลักคิด" ในการดำเนินชีวิต เข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง "ปศพพ." กับ "ศพพ." เข้าใจว่า ปศพพ. เป็นหลักปรัชญา ดังนั้นในการคิดหรือตัดสินใจใดๆ ล้วนแต่สามารถนำเอาหลัก ปศพพ. ไปใช้ได้ทุกเมื่อ ผู้ที่มีความเข้าใจในระดับนี้ จะสามารถวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างหลัก ๓ ห่วง ๒ เงื่อนไขกับการวางแผนการงานหรืการกระทำต่างๆ ได้ดี และสามารถอภิปรายความเชื่อมโยงหลักของความพอเพียง ทางสายกลาง ๓ห่วง๒เงื่อนไข และ ๔ มิติได้ดี (แสดงดังภาพ)

(จากหนังสือ “วิกฤตเศรษฐกิจ ๒๕๔๐ กับปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง” เขียนโดย ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา)

๔) ระดับบูรณาการกับการดำเนินชีวิต

ความเข้าใจระดับ "บูรณาการกับการดำเนินชีวิต" เป็นความเข้าใจที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติ เข้าใจว่า ปศพพ. เป็นทั้งหลักคิดและหลักปฏิบัติในการดำเนินชีวิต นำเอาหลัก ปศพพ. ไปใช้กับการตัดสินใจ และการจัดการแบบมีเป้าหมายไปสู่ความสมดุลและยั่งยืน 



๕) ระดับเปลี่ยนแปลงจากภายใน

เป็นการ "ระเบิดจากภายใน" เนื่องจากการตระหนักถึง "คุณค่า" ของ ปศพพ. หลังจากที่ได้เห็นแจ้งจากประสบการณ์ในการน้อมนำไปใช้จนเห็นผลประจักษ์กับตนเอง เกิดศรัทธา จิตอาสา และความปรารถนาที่จะแบ่งปันทรัพยากรหรือประสบการณ์ความสำเร็จของตนเองสู่ผู้อื่น เข้าใจแก่นแท้ของความยั่งยืนที่แท้จริง เข้าถึงความสันโดษ ยินดีในสิ่งที่ตนมีอยู่ รู้จักพอประมาณในการกิน การนอน การใช้ การผลิต การค้า การพัฒนา และการงาน เป็นต้น 


ในทางโลก ความสมดุลและยั่งยืนจะเกิดขึ้นก็ต่อเมื่อมีความ "พอเพียง" ครอบคลุมทั้ง ๔ มิติ  ดังนี้ 
  • มิติวัตถุ จะต้องใช้อย่าง "คุ้มค่า" ประหยัด ปลอดภัย
  • มิติสังคม จะต้องเกิดความ "สามัคคี" มีการเอื้อเฟื้อแบ่งปันกัน  เห็นคุณค่าของความเป็นมนุษย์
  • มิติสิ่งแวดล้อม จะต้องเกิด "การอนุรักษ์" เห็นคุณค่าของธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม 
  • มิติวัฒนธรรม จะต้องเกิด "การสืบสาน" เห็นคุณค่าของวัฒนธรรมและภูมิปัญญาท้องถิ่นของตนเอง 

ขณะนี้ความพอเพียงคือความหวังของคนทั้งโลก เพราะความ "พอเพียง" จะนำมาสู่ความยั่งยืน ตอบโจทย์เป้าหมายของการพัฒนาที่ยังยืนของประชาคมโลก (Sustainable Development Goals: SDGs) ถือเป็นพระปรีชาสามารถของพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวรัชกาลที่ ๙ ของไทยโดยแท้จริง

หลังจากการเรียนรู้บทเรียนที่ ๒ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" นิสิตควรจะมีความรู้ความเข้าใจอยู่ในระดับที่ ๓  คือระดับหลักคิด  และเมื่อจบบทเรียนที่ ๕ "การนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปใช้ในการดำเนินชีวิต" นิสิตควรจะมีความเข้าใจในระดับ ๔ คือ ระดับบูรณาการกับการดำเนินชีวิต เป็นอย่างน้อย  

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓-๒๕๖๐ (๔) กิจกรรมที่ ๒ ชุดคำถามช่วยบันทึกความคิด โดย ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา

ครั้งที่ ๔ ของกิจกรรมการเรียนรู้ ยังอยู่ที่บทเรียนที่ ๒ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง" กิจกรรมการเรียนรู้เป็นการจับคู่ทำใบกิจกรรมที่ ๒ "ชุดคำถามช่วยบันทึกความคิด" ๘ ข้อ โดย ดร.ปรียานุช ธรรมปิยา ดาวน์โหลดได้ที่ (.docx  .pdf)  โดยให้สลับใบงานกันแล้วผลัดกันถามและตอบไปทีละคำถาม ตั้งแต่คำถามที่ ๑ - ๗  ก่อนจะสลับกลับและเขียนคำตอบของตนเองในข้อที่ ๘ ก่อนจะจบด้วยการบรรยายสรุปเนื้อหา

มีนิสิตเข้าเรียนวันนี้ ๙๒ คน นิสิต ๖๑ คน ปฏิบัติตามข้อตกลงในการทำกิจกรรมอย่างเคร่งครัด คือถามคำถามกันและเขียนคำตอบที่ได้ฟังลงในใบงานของเพื่อน จากข้อ ๑ - ๗ แล้วเขียนคำตอบข้อ ๘. ด้วยตนเอง แต่นิสิต ๓๑ คน ทำผิดเงื่อนไขคุณธรรม ไม่ซื่อสัตย์ อาจจะด้วยความไม่ตั้งใจหรือคิดว่าจะไม่มีใครตรวจอ่านการเขียนของพวกเขา  พวกเขาเขียนคำตอบจากข้อ ๑-๘ ด้วยลายมือเดียวกัน ...  หากตรวจพบหลักฐานการไม่สุจริตในงานตอนปลายภาคเรียน พวกเขาไม่ควรจะได้ผลการเรียน A ในรายวิชานี้เด็ดขาด 

ในจำนวน ๖๑  คนของนิสิตผู้ซื่อสัตย์ หากลองจัดหมวดหมู่กิจกรรมที่นิสิตรู้สึกภูมิใจหรือดีใจที่ได้ทำกิจกรรมนั้น ออกเป็น ๓ กลุ่ม คือ ๑) กิจกรรมเพื่อความสุขของผู้อื่น  ๒) ทำแล้วไม่ได้มีความสุขขณะนี้แต่จะทำให้มีชีวิตที่ดีในภายหน้า (กิจกรรมมีสาระมาก) และ ๓) ทำแล้วตนเองมีความสุข  พบสิ่งที่น่าสนใจ ดังนี้ว่า 

มีนิสิตถึง ๓๔ คน (จาก ๙๒ คน) เขียนถึงกิจกรรมที่ทำแล้วทำให้ผู้อื่นได้รับประโยชน์ กิจกรรมเพื่อความสุขของผู้อื่น เช่น ออกค่ายอาสา ฝึกน้องสดาร์ฟ ไปทำบุญที่วัด ปลูกต้นไม้ถวายพระเกียรติในหลวง ร.๙ สอนน้อง แบ่งปันบริจาคสิ่งของ เป็นต้น นิสิต ๑๘ คน เลือกกิจกรรมที่ที่ต่อไปจะนำความสุขมาให้ตนเอง เช่น เก็บออมเงิน อ่านหนังสือ ทำการบ้าน มาเรียนทุกวัน ไปทำงานร้านหมูกระทะ ทำงานเสริมเพื่อหารายได้ ฯลฯ ส่วนนิิสิตที่เหลืออีกประมาณ ๓๗ คน เลือกกิจกรรมที่ตนเองทำแล้วผ่อนคลาย สบายๆ เช่น เล่นกีฬา ฟังดนตรี ร้องเพลง อ่านหนังสือการ์ตูน เล่นเกมส์ ทำกับข้าว เป็นต้น 

กิจกรรมทั้งหมดที่นิสิตเขียนตอบ ล้วนแล้วแต่เป็นกิจกรรมที่จัดได้ว่า "พอเพียง" ทั้งสิ้น เพราะทำแล้วดี มีความสุข มีความภาคภูมิใจ ทำแล้วดีต่อตนเอง ไม่ได้เบียดเบียนให้ผู้อื่นเดือดร้อน และไม่ส่งผลเสียต่อสังคม สิ่งแวดล้อม หรือวัฒนธรรมใดๆ 

ไฮไลน์ของใบกิจกรรมที่ ๒ นี้ คือคำถามข้อสุดท้ายที่ถามว่า คำถามทั้ง ๗ ข้อนั้น เกี่ยวข้องอย่างไรกับ หลัก ปศพพ. หรือไม่อย่างไร ... ดูเหมือนนิสิตส่วนใหญ่จะตอบได้ถูกต้อง กล่าวคือ 

๑) ยกตัวอย่างกิจกรรมในชีวิตประจำวัน หรือในการทำงานของท่าน ที่ท่านปฏิบัติ ๑ ตัวอย่าง ว่าเป็นกิจกรรมอะไร และทำอย่างไร ที่ทำให้ท่านรู้สึกภูมิใจหรือดีใจในการทำกิจกรรมนี้...  เท่ากับถามถึง กิจกรรมที่ "พอเพียง" 

๒) ทำไมท่านจึงทำกิจกรรมข้างต้น ท่านมุ่งหวังที่จะให้เกิดผลอะไร-กับใคร-อย่างไร / หลังจากจัดกิจกรรมนั้นแล้ว ได้เกิดผลตามที่ท่านคาดหวังไว้หรือไม่ / ท่านคิดว่าเพราะเหตุใดจึงเกิดผลเช่นนั้น ... ก็คือ ห่วงเหตุผล นั่นเอง 

๓) ในการจัดกิจกรรมข้างต้น ท่านคำนึงถึงความเหมาะสม/ ความสอดคล้อง/ ความพอดีกับอะไรบ้าง เช่น ศักยภาพและความพร้อมของตนเอง กาลเวลา สถานที่ ชุมชน บริบท ทรัพยากรที่ใช้ ความร่วมมือของผู้ที่เกี่ยวข้อง เป็นต้น ...  ก็คือ (ห่วงพอประมาณ)

๔) ในการจัดกิจกรรมข้างต้น ท่านได้วางแผนด้วยความรอบคอบอย่างไรบ้าง / ท่านคำนึงถึงความเสี่ยง/อันตรายใดที่จะเกิดขึ้นระหว่างการดำเนินงานหรือไม่ และท่านเตรียมการป้องกันปัญหาอย่างไรบ้าง / ท่านมีแผนสำรองสำหรับ การดำเนินงานอย่างไรบ้าง.... ข้อนี้ก็คือ ห่วงภูมิคุ้มกันที่ดี นั่นเอง 

๕) ในการทำกิจกรรมข้างต้น ท่านต้องใช้ความรู้ในการเตรียมงานอะไรบ้าง  / ท่านหาความรู้เพิ่มเติมที่จำเป็นเพื่อการจัดกิจกรรมนี้ด้วยวิธีการอย่างไร / หลังจากจัดกิจกรรมเสร็จแล้ว ท่านคิดว่าต้องหาความรู้เพิ่มเติมอีกหรือไม่/อะไรบ้าง เพื่อให้การทำงานครั้งต่อไปประสบผลสำเร็จดียิ่งขึ้น ....  เท่ากับถามถึงเงื่อนไขความรู้ 

๖) ในการทำกิจกรรมข้างต้น ท่านคิดว่าคุณธรรมข้อใด (ตอบได้หลายข้อ) ที่ทำให้การดำเนินงานประสบความสำเร็จ อธิบายเหตุผลประกอบ ..

๗) เมื่อทำกิจกรรมข้างต้นแล้ว ส่งผลให้เกิดความสมดุลและพร้อมรับการเปลี่ยนแปลงใน ๔ มิติ ด้านใดบ้างและอย่างไร
……………………………………………………………………………………………………………………………………………………...………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………………
๘) ท่านเข้าใจว่าคำถาม ข้อ ๑ – ๗ ข้างต้นเกี่ยวข้องกับหลัก ปศพพ. หรือไม่/อย่างไรบ้าง ท่านคิดว่าชุดคำถามข้างต้นเป็นประโยชน์หรือไม่ในการทำงาน และท่านจะสามารถนำสิ่งที่เรียนรู้จากการตอบ คำถามข้างต้น ไปปรับใช้ในการทำงานครั้งต่อไปได้อย่างไรบ้าง 


เจอกันใหม่บันทึกหน้าครับ 

วันอาทิตย์ที่ 3 มิถุนายน พ.ศ. 2561

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ๓-๒๕๖๐ (๓) กิจกรรมที่พิเศษ ๑ ฟังพระราชดำรัส ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑

กิจกรรมการเรียนรู้ครั้งที่ ๓ (๒๘ พฤษภาคม ๒๕๖๑) เริ่มบทเรียนที่ ๒ "ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง"  เป้าหมายการเรียนรู้คือ นิสิตเข้าใจความหมายของปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงได้อย่างถูกต้อง กิจกรรมการเรียนรู้มี ๓ ขั้นตอน ได้แก่ ๑) เปิดคลิปให้นิสิตฟังพระราชดำรัสในหลวงรัชกาลที่ ๙ เมื่อวันที่ ๔ ธันวาคม ๒๕๔๑ (หนึ่งปีหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง) ๒) สะท้อนการเรียนรู้ด้วยคำถามว่า "ได้เรียนรู้อะไรใหม่/หรือประทับใจอะไรที่สุด" เพียงประเด็นเดียวจากการดูคลิป และ ๓) บรรยายสรุปโดยอาจารย์ผู้สอน

ขั้นตอนที่ ๑) สามารถศึกษาได้จากคลิปนี้   นิสิตสามารถเลือกดูเฉพาะพระราชดำรัสช่วงต้นๆ ที่ทรงพูดถึง "เศรษฐกิจพอเพียง" ... ซึ่งในชั้นเรียนอาจารย์ผู้สอนก็ให้ดูเฉพาะช่วงนั้นเพื่อประหยัดเวลาและมุ่งศึกษาประเด็นนี้



ผลสรุปขั้นตอนที่ ๓) สามารถศึกษาได้จากบันทึกที่เคยเผยแพร่ไว้แล้ว ที่นี่ 

ส่วนผลสะท้อนในขั้นตอนที่ ๒ นิสิตที่เข้าเรียนวันนี้ทั้งหมด ๗๖ คน สามารถแบ่งประเด็นคำตอบ ออกได้เป็น ๕ กลุ่ม ได้แก่

๑)  นิสิตจำนวน ๓๐ คน  ประทับใจหลักของความพอประมาณ ไม่โลภ พอเพียง พออยู่ พอกิน ไม่เบียนเบียนคนอื่น เป็นต้น เช่น "..คนเราถ้าพอใจในความต้องการ ก็มีความโลภน้อย เมื่อมีความโลภน้อย ก็เบียดเบียนคนอื่นน้อย.."  "...คำว่าพอเพียง คือ การมีกินอยู่ พอมีพอใช้ ปฏิบัติให้พอมีพอกิน ไม่ฟุ่มเฟือย รู้จักพอในความต้องการ สามารถยืนบนขาตนเองได้ และมีความคิดไม่โลภ ไม่ทำอะไรสุดโต่ง ไม่เบียดเบียนผู้อื่นและมีเหตุผล  ฯลฯ

๒) นิสิต ๑๕ คน ประทับใจที่ได้เรียนรู้ใหม่ว่า "เศรษฐกิจพอเพียง" ไม่ต้องทำทั้งหมด ให้ทำเพียงครึ่งเดียวหรือทำเพียง ๑/๔ ก็พอ "...ไม่ต้องปฏิบัติตนตามหลักเศรษฐกิิจพอเพียงให้ได้ทั้งหมด แค่ทำให้ได้ ๑/๔ ก็พอ"  เศรษฐพอเพียงแบบ ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ คือการดำเนินชีวิตของมนุษย์ถ้ำ ในยุคหิน ไม่ต้องพึ่งคนอื่นเลย ทุกสิ่งอย่างพึ่งตนเองทั้งหมด เสื้อผ้าก็ตัดเอง อาหารก็หาเอง แต่ในยุคนี้ เราพึ่งตนเองสัก ๑ ส่วน แลกเปลี่ยนกับผู้อื่นหรือชุมชนอื่นสัก ๓ ส่วน

๓) นิสิต ๑๓ คน ประทับใจคำว่า "ยืนบนขาของตนเอง" ความพอเพียงคือการพึ่งตนเอง ยืนด้วยขาของตนเองทั้งสองข้าง ไม่เบียดเบียนคนอื่น

๔) นิสิต ๑๑ คน ประทับใจพระราชดำรัสเกี่ยวกับความหมายของคำว่า "พอเพียง" ที่หมายถึงหลักคิด ซึ่งรวมไปถึงการพอเพียงทั้งความคิดและคำพูด นิสิตคนหนึ่งสรุปสั้นๆ ว่า "ความพอเพียงไม่ได้อยู่ในรูปแบบ แต่อยู่ในความคิด"  อีกคนหนึ่งสรุปได้อย่างน่าสนใจว่า "ความพอเพียงไม่จำเป็นต้องเป็นการแสดงออกทางการกระทำ สามารถแสดงออกทางความคิดได้ แสดงความคิดเห็นส่วนตัวและรับฟังความคิดเห็นของอีกฝ่ายด้วย นี่ก็เป็นการแสดงความพอเพียงของความคิด" ....ฯลฯ

๕) มีนิสิตถึง ๗ คน ที่ประทับใจในประโยคในตอนท้ายของพระราชดำรัสว่า  "..เข้าใจนิดหน่อย ดีกว่าไม่เข้าใจเลย..."  เพราะเมื่อนำไปศึกษาปฏิบัติ จะเข้าใจมากขึ้นเองในภายหลัง

ผมตีความว่า กิจกรรมการเรียนรู้ที่เน้นให้นิสิตสะท้อนคิดว่า ตนเองได้เรียนรู้อะไร ประทับใจอะไรที่สุด จะนำไปสู่ความเข้าใจได้ระดับหนึ่ง การลงมือปฏบัติและศึกษาด้วยตนเองเท่านั้นที่จะนำไปสู่การเข้าใจและเข้าถึงอย่างแท้จริง

เจอกันใหม่บันทึกหน้าครับ