วันศุกร์ที่ 12 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

CADL ขับเคลื่อน ปศพพ. ใน มมส. _ ๑๑ : รายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้หลังการเรียนการสอนภาคเรียนที่ ๑/๒๕๕๘ (๑)

บันทึกล่าสุด เกี่ยวกับการขับเคลื่อน ปศพพ. ใน มมส. _ ๑๐ คลิกที่นี่

วันที่ ๒๓-๒๕ ธันวาคม ๒๕๕๘ CADL และอาจารย์ผู้สอนรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ร่วมกันแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียนเพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอน หลังจากสอนผ่านไปแล้ว ๑ ภาคการเรียน  มีอาจารย์ผู้สอนเดินทางมาร่วมกิจกรรมนี้ไม่มากนัก ทั้งด้วยเหตุผลจำเป็นส่วนตัว ติดราชการ ติดสัมมนาวิชาการ และรวมทั้งเหตุที่ไม่เห็นด้วยกับแนวทางการจัดการเรียนการสอนของรายวิชาที่ผ่านมา

นอกจากจะแลกเปลี่ยนและถอดบทเรียนกันแล้ว  ยังมีกำหนดการที่จะเข้าศึกษาดูงานที่ ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพาน อันเนื่องมาจากพระราชดำริ ซึ่งตั้งอยู่ที่ บ้านนานกเค้า ตำบลห้วยยาง อำเภอเมือง จังหวัดสกลนคร ด้วย ถือเป็นกระบวนการพัฒนาอาจารย์ผู้สอนรายวิชานี้ด้วย

ข้อเรียนรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ที่อาจารย์อาจารย์ผู้สอนนำไปใช้ได้ 

๑ ) รูปภาพฉากเวที

รูปฉากเวทีที่อยู่ใกล้กับห้องประชุมของศูนย์ฯ เป็นภาพวาดสีน้ำที่สวยงาม ประณีตมาก และที่สำคัญเป็นภาพที่สะท้อนสิ่งที่ในหลวงทรงถนอมไว้ให้คนไทยทุกคนได้แก่ ดิน น้ำ ป่า อากาศ อันอุดมสมบูรณ์


หาก "ตัด crop" นิดหน่อย เราสามารถนำเอาภาพนี้ไปใช้เป็น "หัวเพจเฟสบุ๊ค" ได้เลย โดยเขียนอ้างอิงไว้ง่ายๆ ว่าได้มาจาก ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ


หรืออาจนำไปใช้ในการสรุปความหมายหรือให้คำนิยามของคำสำคัญๆ ที่ใช้ให้ตรงกันเป็นสากลทั่วประเทศ เช่น  เศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร? ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงคืออะไร  ทฤษฎีใหม่คืออะไร?  ดังภาพด้านล่าง เป็นต้น




อาจารย์อาจให้นิสิตอ่านคำนิยามทั้ง ๓ นี้  แล้วให้ช่วยกันสรุปสังเคราะห์เป็นคำของตนเองหรือกลุ่มของตนเอง ให้สั้นและกระทัดรัดมากขึ้น  กระบวนการนี้จะทำให้นิสิตเข้าใจได้มากขึ้นโดยไม่รู้ตัว

นิสิตที่เข้าใจจะรู้จัก "จับ" เอาคำสำคัญมาต่อเรื่องเนื่องร้อยกัน เป็นความหมายของตนเอง เช่น ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง เป็น แนวทางและวิธีปฏิบัติตนในการดำเนินชีวิต ที่ในหลวงทรงชี้แนะและเตือนสติประชาชนนทุกระดับ ตั้งแต่ระดับครอบครัว ระดับชุมชน และระดับรัฐ ให้ตั้งอยู่บน "ความพอเพียง" ไม่ประมาท ไม่ฟุ้มเฟ้อ ดำเนินชีวิตตามทางสายกลาง

"ความพอเพียง" คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล และ การมีภูมิคุ้มกันที่ดีในตัว โดยอาศัยความรอบรู้ รอบคอบ และระมัดระวัง รวมทั้งคุณธรรมความซื่อสัตย์สุจริตและความเพียร มาใช้ในการวางแผนให้เกิดความสมดุลและพร้อมรับต่อการเปลี่ยนแปลง

นอกจากนี้ยังมีภาพดีๆ ที่เราสามารถถ่ายไวัเพื่อไปใช้ในการทำสื่อประกอบการสอนได้ สามารถดาวน์โหลดได้ที่นี่ครับ

๒) ใช้องค์ความรู้และประสบการณ์ความสำเร็จของกิจการงานต่างๆ ของศูนย์ฯ มาเป็นกรณีศึกษาเกี่ยวกับการน้อมนำปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ไปใช้ได้

นอกจากจะศึกษาวิจัย ให้บริการวิชาการ และบริการแจกจ่ายช่วยเหลือประชาชนรอบๆ ศูนย์และจังหวัดใกล้เคียงแล้ว ในพื้นที่ศูนย์ส่วนใหญ่ ยังเปิดให้เป็นแหล่งเรียนรู้และสาธิตการทำ "ทฤษฎีใหม่" ไว้ครบทุกด้านและครบวงจร

อาจารย์ผู้สอน อาจเล่าถึงประวัติความเป็นมาของ "เกษตรทฤษฎีใหม่" โดยเฉพาะแปลงสาธิตที่ทรงริเริ่มเลือก ทำ แสดง บนที่ดินขนาดแปลง ๑๕ ไร่ ใกล้วัดมงคลชัยพัฒนา (อ่านเนื้อหาได้ที่นี่) คำถามที่นี่สนใจคือ ทำไมเรียกทฤษฎีใหม่? และ ทำไมต้อง ๑๕ ไร่?  ... อาจารย์น่าจะทิ้งคำถามนี้ไว้ให้นิสิตค้นหาคำตอบเอง รอไว้ไปสรุปเฉลยตอนปลายเทอม



สิ่งสำคัญไม่ใช่เนื้อหาในภาพนี้ เพราะในหนังสือหรือสื่อต่างๆ ก็มี  แต่หากใช้ภาพนี้เป็นสื่อ สิ่งสำคัญคือ "ภาพนี้ถ่ายมาจากไหน?" แล้วนำเข้าสู่บทเรียนโดยการสร้างแรงบันดาลใจ ให้นิสิตอยากไปเรียนรู้ ดูงานที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ ด้วยตัวเองบ้าง การจะสร้างแรงบันดาลใจนี้ ทำได้หลายวิธี แต่ละวิธีน่าจะได้ผลกับความแตกต่างของศรัทธาและความชอบของแต่ละคน  เช่น

เล่าถึงประวัติศาสตร์เขตพื้นที่แถบเทือกเขาภูพาน จ.สกลนคร ซึ่งเคยเป็นพื้นที่ "สีแดง" มาก่อน คือเป็นพื้นที่ของผู้ก่อการร้ายคอมมิวนิสต์  แทนที่จะทรงต่อสู้เอาชนะคอมมิวนิสต์ แต่พระองค์ทรงเห็นทุกคนเป็นประชาชนของท่าน  ท่านมุ่งพัฒนาเอาชนะความยากจน ทำให้ประชาชนทุกคนพออยู่พอกิน เช่น ทรงมีพระราชดำริจัดสร้างโรงงานหลวง (แห่งที่ ๓ เต่างอย) ณ พื้นที่บ้านนางอย ต.เต่างอย อ.เต่างอย จ.สกลนคร ผู้สนใจศึกษาได้ที่นี่ ทำให้ประชาชนมีอาชีพและรายได้ สามารถนำเอาสิ่งที่ได้เรียนรู้และสนับสนุนจากศูนย์การศึกษาภูพานฯ มาใช้สร้างงานสร้างอาชีพของตนเองอย่างยั่งยืนต่อไป

แสดงภาพแห่งความสำเร็จของการทำการเกษตรตัวอย่างของศูนย์ฯ เช่น ปศุสัตว์ ๓ ดำ ได้แก่ ไก่ดำ หมูดำ และวัวดำ  ที่สามารถทำกำไรให้กับคนเลี้ยงได้ดีเพราะกำลังเป็นที่ต้องการของตลาดใน "ยุคสุขภาพ"  หรือจะเป็นเกษตรพืชสวน อย่างมะเขือยักษ์  สวนสมุนไพร ฯลฯ หรือเป็นเรื่องการประมงน้ำจืด เช่น เลี้ยงปลานิล ปลาตะเพียน เลี้ยงกบ ฯลฯ  โดยเสนอภาพให้น่าสนใจ และยกตัวอย่างของผู้ประสบผลสำเร็จให้เห็น







หรืออาจจะใช้ศรัทธาต่อในหลวงของคนไทยส่วนใหญ่ นำเข้าสู่บทเรียน ด้วยคลิปด้านล่าง และทิ้งไว้ให้ไปเรียนรู้ด้วยตนเองว่าท่านทรงทำอะไรเพื่อคนไทยบ้าง


๓) นำเอาเรื่องราวของเกษตรกรตัวอย่าง ที่ได้รับความรู้จากศูนย์ศึกษาการพัฒนาฯ ไปใช้กับตนเองจนประสบความสำเร็จ  คือคุณบังอร ไชยเสนา ที่ต่อสู้ชีวิตอย่างล้มลุกคลุ่กคลาน แต่พอน้อมนำเอาปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงไปเป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิตแล้ว ทำให้ชีวิตเปลี่ยนไป ... ปัจจุบันนี้เป็นตัวอย่างที่วิยากรกล่าวถึง



คุณบังอร ไชยเสนา และสามีเป็นคนขยันมาก แต่ก่อนยากจนมาก  ไม่มีที่ดินเป็นของตนเอง ต้องเช่าที่ของญาติเพื่อทำมาหากิน ก่อนจะรู้จักการทำงานตามปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คุณบังอรและสามีทำทุกอย่างที่เห็นว่าน่าจะได้กำไรดี  เช่น ไปตลาด พบดอกเบญจมาศราคาดี กิโลละ ๓๐ บาท รีบไปซื้อเมล็ดมาปลูกทันที  สองเดือนผ่านไปเบญจมาศของตนมีผลผลิต แต่ราคาเหลือกิโลกรัมละ ๔ บาท ผลคือขาดทุน  ... ไม่ว่าจะเจออะไรที่น่าสนใจ คุณบังอรจะนำมาทำตามทันที  แต่สุดท้ายมักจะขาดทุนเสมอ...

อุปนิสัย "พอเพียง" ที่สำคัญของคุณบังอรนอกจากความขยันหมั่นเพียร คือ ความใฝ่รู้ใฝ่เรียน เมื่อมีใครมาชวนหรือให้โอกาสได้ไปเรียนรู้ จะไปโดยและนำสิ่งที่ได้เรียนรู้นั้นมาลองทำดูเสมอ  เช่นเดียวกัน เมื่อได้มาเรียนรู้ที่ศูนย์ศึกษาการพัฒนาภูพานฯ คุณบังอรก็นำเกษตรทฤษฎีใหม่ที่ได้เรียนรู้กลับไปทำ  เพียงแต่คราวนี้ไม่เหมือนครั้งอื่น  เพราะปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสอนให้คุณบังอรวางแผนและจดบันทึกทุกอย่าง ทุกสิ่งที่ทำ ไปตลาดก็คอยสังเกตและจดบันทึกว่า ผลผลิตทางการเกษตรอะไร ขายดีเมื่อไหร่ ราคาดีแค่ไหน  แต่ละชนิดต้องใช้ระยะเวลาจากปลูกถึงเก็บเกี่ยวนานเพียงใด   ทำให้การเกษตรเป็นไปอย่างมีแผน พอประมาณกับเวลา ความต้องการของตลาด  เก็บเกี่ยวในเวลาที่เหมาะสมตามแผนที่วางไว้ ทำให้ไม่นาน คุณบังอรและสามีกลายเป็นเศรษฐีใหม่ไปแล้ว....

สิ่งที่น่าสนใจ ที่คุณบังอร ไชยเสนา อธิบายถ่ายทอดอย่างไม่หวงความรู้เลย คือ การปลูก "ลิ้นไม้" (คำเรียกของคุณบังอร) หรือ "ลิ้นฟ้า" หรือ "เมกา" พันธุ์ดกอย่างไม่น่าเชื่อ ดังภาพด้านบน  คุณบังอรบอกว่า "ลิ้นไม้" พันธุ์นี้ทำรายได้ให้อย่างงดงาม ขนาดที่ขายได้ต้นละ ๒๐,๐๐๐ บาท ซึ่งยากจะเชื่อ แต่พอได้รับคำอธิบายว่า ท่านไม่ขายฝัก แต่ขายเมล็ด และต้นกล้า พอลองคำนวณดูก็พบว่าเป็นไปได้  ใครสนใจดูคลิปการปลูกได้ด้านล่าง



บันทึกหน้าค่อยมาว่าเรื่อง รายวิชา ๐๐๓๒๐๐๕ ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง ครับ



วันอังคารที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม (๒)

บันทึกที่ (๑)

จากการที่ผมได้ทำหน้าที่ "กระบวนกร" หรือผู้อำนวยการการสนทนาแลกเปลี่ยนเรียนถอดบทเรียนกันในเวทีนี้ ผมมีข้อสังเกตที่น่าสนใจ ที่อาจารย์กลุ่มอื่นๆ อาจจะนำไปใช้บ้าง ดังนี้ครับ

๑) ไม่มีปัญหาเรื่อง "ค่าตอบแทนการสอน" 

ปัญหาสำคัญของการบริหารหลักสูตรหมวดวิชาศึกษาทั่วไป คือ ทำอย่างไร คณาจารย์จะเห็นนิสิตผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนิสิตเป็นเรื่องหลัก พักเรื่องค่าตอบแทนการสอนหรือผลประโยชน์เป็นเรื่องรอง ยิ่งในระบบการจัดสรรค่าตอบแทนเป็นรายหัวนิสิต นิสิตเรียนมากได้มากเรียนน้อยได้น้อย ย่อมยิ่งยากต่อการพัฒนากิจกรรมการเรียนการสอนแบบ "ได้ฟัง" ไปสู่การเรียนแบบ "ได้ฝึก" โดยเฉพาะรายวิชาที่ต้อง ดูแลนิสิตรายบุคคลอย่างด้านภาษา ยิ่งเป็นปัญหาหนัก ... แต่ขณะนี้สำนักศึกษาทั่วไปได้ออกระเบียบเกี่ยวกับค่าตอบแทนสำหรับรายวิชาภาษาอังกฤษ ที่จะลดจำนวนนิสิตต่อกลุ่มให้ได้ "ฝึกพูด" "ฝึกคิด" มากขึ้น  โดยที่ค่าตอบแทนสำหรับอาจารย์ผู้สอนเหมาะสมอยู่ได้...

ปัญหาค่าตอบแทนการสอน ทำให้หลายวิชา มีการตั้งคำถามไปยังผู้ประสานงานรายวิชาว่า จัดตารางสอนอย่างไร ใครได้กลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ ต้องมีการเฉลี่ยให้เท่ากันในแต่ละปีการศึกษา โดยเวียนขนาดกลุ่มการเรียนไปให้เฉลี่ยเท่าๆ กัน โดยไม่ได้เอาคุณภาพการสอนมาพิจารณา ... 

แต่สำหรับรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม ตลอดการสนทนากัน ๑ วันครึ่ง ไม่มีการถกเถียงกันเรื่อง "ค่าตอบแทน" เลยแม้แต่น้อย  ท่านใช้วิธีการหารเฉลี่ยแบ่งให้เท่าๆ กัน  โดยมีการเวียนกลุ่มเล็กกลุ่มใหญ่ในแต่ละภาคการเรียน  ท่านบอกว่า วิธีนี้ตัดจุดอ่อนที่เป็นปัญหาของระบบการพิจารณาค่าตอบแทนรายหัวได้ .... ตัดปัญหาได้จริงครับ เพราะเวลาส่วนใหญ่ในการสนทนา เป็นไปเพื่อแก้ปัญหาการจัดการเรียนการสอนเพื่อพัฒนานิสิตจริง

๒) ทำงานอย่างให้เกียรติกันอย่างยิ่ง 

เทคนิคการบริหารจัดการของประสานงานรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม คือการยึดเอาความเชี่ยวชาญของอาจารย์แต่ละท่านเป็นจุดเริ่ม ก่อนจะช่วยกันเติมหรือตัดเนื้อหาให้สอดคล้องกับเจตนาและเป้าหมายของรายวิชา โดยมอบหมายให้อาจารย์แต่ละท่านที่เชี่ยวชาญเรื่องนั้นๆ เป็นคนเตรียมทั้งเนื้อหาและสื่อการสอน  ตามแนวทางนี้ทำให้ได้ข้อสรุปด้านเนื้อหาโดยง่าย ดังนี้



บทที่ ๑ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายและจริยธรรม
บทที่ ๒ สิทธิ หน้าที่ และบทบาทของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
บทที่ ๓ ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
บทที่ ๔ พัฒนาการ รูปแบบ และแนวคิดทางปรัชญาของการใช้เหตุผล
บทที่ ๕ หลักกฎหมายและจริยธรรมเพื่อความสงบสุขในสังคม (หลักกฎหมายอาญา และหลักเบญจศีล)
บทที่ ๖ หลักกฎหมายคอมพิวเตอร์และจริยธรรมบนโลกไซเบอร์
บทที่ ๗ หลักกฎหมายและจริยธรรมด้านธุรกิจ
บทที่ ๘ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรและจริยธรรมบนท้องถนน


หลังจากผ่านภาคการเรียนแรก  อาจารย์สะท้อนว่า ให้ตัดเรื่องกฎหมายแรงงานออก และให้เพิ่มเติมเรื่อง ซีเอสอาร์ (CSR: Cooperate Social Responsibility) เข้ามาในบทเรียน  ส่วนบทอื่นๆ ก็ให้เขียนให้เป็น "รายวิชาศึกษาทั่วไป" มากขึ้น คือ ลดความเฉพาะทาง ให้อ่านง่าย ซึ่งจะทำให้อาจารย์ท่านอื่นนำไปสอนได้ง่ายขึ้น

แม้จะมีความเห็นเชิงวิพากษ์บ้าง แต่ผมสังเกตว่า อาจารย์แต่ละท่านจะคอยถาม อาจารย์เจ้าของเนื้อหาในบทนั้นๆ ว่า  "....อย่างไรดีครับ?"  "...ควรเป็นอย่างไร..."  "...ปรับแบบนั้นได้ไหม?..."  สะท้อนความหมายของการมอบให้อาจารย์ผู้นั้นเป็นคนตัดสินใจเอง ...

ยกตัวอย่างเช่น บทที่ ๔ เรื่อง พัฒนาการ รูปแบบ และแนวคิดทางปรัชญาของการใช้เหตุผล  ที่รับผิดชอบเขียนโดย อาจารย์คะนอง  ที่อาจารย์หลายท่านเสนอว่า ควรมีการจัดอบรมให้อาจารย์ท่านเป็นวิทยากร สอนอาจารย์ท่านอื่นๆ ว่าสอนอย่างไร  .... สะท้อนถึงการเปิดใจเต็มที่ ไม่มีมานะอัตตาใดๆ

อย่างไรก็ตาม ในส่วนดีของวิธีนี้ย่อมมีข้อด้อยด้านการบูรณาการของเนื้อหา จะสังเกตว่า วิธีการแบ่งงานแบบนี้ จะให้ผลค่อนข้างเด่นแบบ "เน้นเนื้อหา"  เช่น บทที่ ๔ ที่กล่าวถึงนั้น เป็นต้น  อย่างไรก็ตาม  การจัดเวทีแลกเปลี่ยนแบ่งปันและพัฒนาการเรียนการสอนร่วมกันอย่างต่อเนื่อง น่าจะทำให้อาจารย์แต่ละท่านบูรณาการเนื้อหาเข้าหากัน ซึ่งเมื่อนั้น การเรียนการสอนจะกลายเป็นแบบ Active Learning แน่นอน

๓) ผู้ประสานงานรายวิชาได้รับการยอมรับ

การพัฒนารายวิชาศึกษาทั่วไป บทบาทส่วนใหญ่อยู่ที่ผู้ประสานงานรายวิชา ตั้งแต่หน้าที่เป็นแกนในการจัดทำแผนการสอน (มคอ.๓) รายงานผลสัมฤทธิ์ทางการสอน (มคอ.๕) และการพัฒนาเอกสารประกอบการสอนผ่านโครงการขับเคลื่อนต่างๆ ของสำนักศึกษาทั่วไป ผู้ประสานงานจะเป็นปัจจัยสำคัญทั้งสิ้น  ดังนั้น สำนักศึกษาทั่วไป จึงควรสร้างกลไกและเครือข่ายให้ผู้ประสานงานรายวิชา สามารถออกแบบและสร้างกิจกรรมการพัฒนาวิชาได้อย่างสะดวก เช่น มีงบประมาณในการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้กันเอง ถอดบทเรียน ทำวิจัย งบสนับสนุนให้ทำเอกสารทางวิชาการ สามารถเข้ามาใช้งานส่วนโรงพิมพ์ได้ตามเหมาะสม เป็นต้น

จุดแข็งอย่างหนึ่งของรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม คือ มีอาจารย์ผู้ประสานงานที่ได้รับการยอมรับจากทุกคน จึงสามารถประสานงานกับอาจารย์ผู้สอนได้อย่างรวดเร็วและเป็นเอกภาพ จึงทำให้การบริหารจัดการเป็นไปอย่างรวดเร็วและเรียบร้อย

หากผู้ประสานงานได้รับการสนับสนุนให้ทำหน้าที่เป็นบรรณาธิการของการจัดทำเอกสาร และมอบหมายงานการประเมินการจัดการเรียนการสอนในลักษณะของการนิเทศการสอนด้วย จะช่วยเร่งพัฒนาการด้านผลสัมฤทธิ์ของการจัดการเรียนการสอนรายวิชาศึกษาทั่วไปได้แน่นอน


วันจันทร์ที่ 1 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2559

รายวิชาศึกษาทั่วไป : ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม (๑)

วันที่ ๒๐ - ๒๒ ธันวาคม ๒๕๕๘ ทีม CADL และคณาจารย์ผู้สอนรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม จัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้และถอดบทเรียน  เพื่อพัฒนาการจัดการเรียนการสอนของรายวิชาดังกล่าว ณ อ.เชียงคาน จ.เลย อาจารย์ผู้สอนเกือบทั้งหมดเดินทางมาร่วมวงสนทนากัน ไปเพียง ๓ ท่าน ติดภาระราชการสำคัญที่ต้องไปเป็นกรรมการและประธานคุมสอบของ สพฐ.

ผู้ประสานงานรายวิชาคือ อาจารย์นพดล นิ่มหนู มีอาจารย์ผู้สอนรายวิชานี้ในภาคการเรียนที่ผ่านมา (๑/๒๕๕๘) มีทั้งหมด ๑๑ ท่าน เกือบทั้งหมดเป็นอาจารย์สังกัดคณะนิติศาสตร์ มีเพียง ๑ ท่านเท่านั้นที่มาจากวิทยาลัยการเมืองการปกครอง อาจารย์เกือบทั้งหมดเป็นอาจารย์ผู้สอนรายวิชา "กฎหมายในชีวิตประจำวัน" ซึ่งเป็นรายวิชาศึกษาทั่วไปในหลักสูตรเดิม (พ.ศ. ๒๕๕๔) ดังนั้นในการจัดการเรียนการสอนในรายวิชา ประเด็นสำคัญไม่ใช่เรื่อง "กฎหมาย" แต่เป็น จะสอนอย่างให้เป็น "กฎหมายและจริยธรรม"

เจตนาและเป้าหมายของรายวิชา ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม ในหลักสูตรใหม่ (พ.ศ. ๒๕๕๘)

เจตนาสำคัญของการปรับปรุงหลักสูตรใหม่ ที่ลดจำนวนรายวิชาเหลือเพียง ๓๒ รายวิชาจากเกือบร้อยรายวิชาในหลักสูตรเดิม คือ การเพิ่มโอกาสของความสำเร็จในการขับเคลื่อนคุณลักษณะนิสิตที่พึงประสงค์ของหมวดวิชาศึกษาทั่วไป ที่กำหนดไว้ ๙ ประการ (อ่านได้ที่นี่)

เพราะไม่ว่าจะเป็นหลักสูตรเดิมหรือใหม่ จำนวนหน่วยกิตบังคับของหมวดวิชาศึกษาทั่วไปก็ไม่เพิ่มหรือขาด ยังต้องเรียน ๓๐ หน่วยกิตเท่าเดิม  ในหลักสูตรใหม่ มีเพียง ๕ รายวิชาในกลุ่มวิชามนุษย์ศาสตร์และสังคมศาสตร์ ในขณะที่หลักสูตรเดิมมีมากกว่า ๒๑ รายวิชา เมื่อต้องเลือกเรียน ๓ รายวิชา อาจารย์ผู้สอนจึงต้องพัฒนารายวิชาให้บูรณาการมากขึ้น ซึ่งจะทำให้นิสิตได้เรียนอย่างรอบรู้ กว้างขวาง ทั่วไป ไม่ใช่ลงลึกเฉพาะสาขา  และได้ฝึกทักษะที่จำเป็นต้องใช้ในการดำเนินชีวิตในศตวรรษที่ ๒๑  อย่างทั่วถึงกัน ซึ่งแต่ละวิชานั้น ก็จะเน้นเด่นในแต่ละด้านขององค์ความรู้หรือทักษะที่แตกต่างกัน

รายวิชา ๐๐๓๒๐๐๒ กฎหมายและจริยธรรม ไม่ควรเป็นการเรียน "วิชากฎหมาย" หรือ "วิชาจริยธรรม" แยกส่วนกัน แต่ควรเป็นรายวิชาบูรณาการที่ว่าด้วย "กฎหมาย" ที่นิสิตจำเป็นต้องรู้ เข้าใจ และเข้าถึงความหมายของการใช้เหตุผลเชิง "จริยธรรม" ของกฎหมายใกล้ตัวที่จำเป็นนั้นๆ ซึ่งเป็นทักษะสำคัญในการตัดสินใจได้อย่างถูกต้องในการดำเนินชีวิต

การจัดการเรียนการสอนในรายวิชา "กฎหมายและจริยธรรม" ไม่ควรเป็นรายวิชาบรรยาย ๑๐๐ เปอร์เซ็นต์ แต่ควรเน้นการสอนโดยใช้กรณีปัญหาเป็นฐาน หรือกรณีศึกษาเป็นฐาน โดยเน้นกระบวนการ  เน้นการสืบค้นและอภิปรายโต้เถียงอย่างมีหลักการ ดังที่ ผศ.ดร.ปริญญา เคยมาถ่ายทอดแลกเปลี่ยน (ผมเขียนบันทึกการสอนไว้ ที่นี่ และ ) เช่น ท่านยกกรณีของการทะเลาะกันของเพื่อนบ้านสองคน ที่คนหนึ่งเป็นเจ้าของต้นมะม่วง ทะเลาะโต้เถียงกับอีกคนหนึ่งที่ต้องการผลมะม่วงที่หล่นล่วงจากกิ่งมะม่วงที่ยื่นล้ำมาฝั่งบ้านตนเอง หากทั้งสองคนมาฟ้องศาล แล้วให้นิสิตเป็นทนายหรือผู้พิพากษา จะตัดสินปัญหานี้อย่างไร  นิสิตแต่ละกลุ่มต้องช่วยกันสืบค้นหามาตรากฎหมาย และใช้กฎหมายมาอภิปรายและโต้เถียงกันด้วยเหตุและผล ก่อนที่อาจารย์จะตัดสินเฉลยในตอนท้าย ทั้งในเชิงกฎหมาย และเชิงจริยธรรม ที่จะแนะนำให้นิสิตควรนำไปใช้ เช่น ประนีประนอมแบ่งปัน ให้อภัย ฯลฯ

ทบทวนและถอดบทเรียน ภาคการเรียน ๑/๒๕๕๘



๑.     ประสบการณ์ที่ดีจากภาคการศึกษาแรก

๑.๑.  อ.วิศิษย์ มีแนวปฏิบัติในการมอบหมายงานนิสิตเป็นกลุ่ม 
            ๑.๑.๑.    แบ่งนิสิตเป็นกลุ่มๆ ละ ๒๕ คน ตั้งชื่อกลุ่ม
            ๑.๑.๒.    ใช้ระบอบประชาธิปไตย ในการบริหารงาน  โหวตหัวหน้ากลุ่ม แต่งตั้งหัวหน้ากลุ่ม หรือ ผู้ประสานงานกลุ่ม  ทำหน้าที่เป็นตัวกลางในการดูสมาชิกทั้งหมด ทั้งการลา เช็คชื่อ และประสานกับนิสิต LA   และกำหนดหน้าที่ของสมาชิกอย่าชัดเจน  และรายงานการมีส่วนร่วมของแต่ละคน
            ๑.๑.๓.    สอนโดยยกกรณีตัวอย่างหรือสถานการณ์ ให้นิสิตแต่ละกลุ่มอภิปราย ทำ presentation หรือวีดีโอ และนำเสนอ แล้วให้นิสิตประเมินว่าดีหรือไม่ พิจารณาอย่างไร โดยอาจารย์จะเป็นผู้สังเกตประเมินอีกชั้นหนึ่ง 
            ๑.๑.๔.    ไหว้ สวัสดีนิสิตก่อน ทำเป็นตัวอย่าง ... ทำให้ นิสิตไหว้อาจารย์ก่อน หลังจากทำเป็นตัวอย่าง ๒-๓ ครั้ง 

๑.๒.  อ.อมรเทพ (อ.แทน) 
          - ให้นิสิต LA เป็นผู้เช็คชื่อ ด้วยวิธีการกำหนดที่นั่ง และมอบหมายงาน แล้วให้นิสิตเป็นผู้กรอกคะแนน  แต่วิธีการนี้ จะมีปัญหานิสิตคุยกันเนื่องจากอยู่คณะวิชาเดียวกัน   .... อาจารย์ควรแบ่งกลุ่มให้คละสาขาวิชากัน
          - ให้นิสิตนั่งสมาธิก่อนเรียน ทำให้นิสิตพร้อม นิ่ง ก่อนจะเริ่มเรียน
๑.๓.  อ.ศักดิ์ชาย และอาจารย์นพดล   ใช้ใบงานเป็นกลไกให้นิสิตเข้าเรียน  โดยเก็บคะแนนจากใบงาน
๑.๔.  อ.นพดล อ.อเมรเทพ และ อ.ศักดิ์ชาย (หลายท่าน) ใช้วีดีทัศน์
          - ใช้วีดีทัศน์ "รู้เท่าทันสื่อ" ของ กระทรวง ICT
          - ใช้วีดีทัศน์ของกรมการขนส่งทางบก
          - ใช้วีดีทัศน์ของ อ.ประจักษ์ ก้องกีรติ
          - ใช้วีดีทัศน์ของ ดร.วิชัย เสวกงาม ศึกษาศาสตร์ จุฬาฯ
          - คลิปสะท้อนสังคม "คลิปอุ้มลูกขี่มอเตอร์ไซด์"
๑.๕.  อ. คะนอง ใช้วิธีการเก็บคะแนนแบบไม่บอกล่วงหน้า

๒.     จุดมุ่งหมายของรายวิชา
 ๒.๑.  นิสิตมีความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับลักษณะของหลักกฎหมายและลักษณะหลักของจริยธรรม รวมถึงหลักการให้เหตุผล
๒.๒.  สามารถเข้าใจรวมถึงอธิบายความสัมพันธ์ของกฎหมายและจริยธรรมกับสิทธิ หน้าที่ และบทบาทของพลเมือง
๒.๓.  ตระหนักในความสำคัญของกฎหมายและจริยธรรม และการประพฤติตนตามกฎหมายสามารถดำรงตนอยู่ในสังคมประชาธิปไตยได้ภายใต้กรอบกติกาของกฎหมายและจริยธรรม
สรุปข้อตกลงจากการแลกเปลี่ยนระดมสมอง ที่จะนำไปใช้ในภาคเรียนต่อไป

๓.     เนื้อหา/กิจกรรมการเรียนรู้/เอกสารประกอบการสอน
๓.๑.  กำหนดรูปแบบในการจัดทำเอกสารประกอบการสอน ได้แก่ ชื่อบท -> จุดประสงค์ -> แนวคิด -> เนื้อหา -> กิจกรรมการเรียนการสอน
๓.๒.  ส่งมายังอาจารย์ผู้ประสานงาน และประชุมวิพากษ์เพื่อให้ได้รูปเล่มในวันที่ ๑๖ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๙ 
๓.๓.  เนื้อหาในแต่ละบทในเทอมนี้ยังไม่เปลี่ยนแปลง เว้นแต่บทของอาจารย์ดวงเด่น ให้ตัดเรื่องกฎหมายแรงงานออก แต่เพิ่มเรื่อง CSR  และให้อาจารย์คะนองเขียนบทที่ ๔ ให้ชัดเจนมากขึ้น เพื่อให้สามารถสอนได้ตรงกัน  โดยกำหนดเนื้อดังนี้
  • บทที่ ๑ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับกฎหมายและจริยธรรม
  • บทที่ ๒ สิทธิ หน้าที่ และบทบาทของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
  • บทที่ ๓ ทฤษฎีพัฒนาการทางจริยธรรมของพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย
  • บทที่ ๔ พัฒนาการรูปแบบและแนวคิดทางปรัชญาของการใช้เหตุผล
  • บทที่ ๕ หลักกฎหมายและจริยธรรมเพื่อความสงบสุขในสังคม (หลักกฎหมายอาญา และหลักเบญจศีล)
  • บทที่ ๖ หลักกฎหมายคอมพิวเตอร์และจริยธรรมบนโลกไซเบอร์
  • บทที่ ๗ หลักกฎหมายและจริยธรรมด้านธุรกิจ
  • ทที่ ๘ หลักกฎหมายเกี่ยวกับการจราจรและจริยธรรมบนท้องถนน

๔.     ประเมินผล
๔.๑.  สัดส่วนการประเมินผล 

ลำดับที่
จุดประสงค์การเรียนรู้
วิธีประเมินผล
สัดส่วน
๑.      
ด้านคุณธรรม
เข้าเรียน
๑๐
๒.      
ด้านความรู้และทักษะทางปัญญา ทักษะความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลและความรับผิดชอบ ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศ
ใบงาน/ใบกิจกรรม
๑๕
๓.      
งานกลุ่ม
๑๕
๔.      
ด้านความรู้และทักษะทางปัญญา
สอบกลางภาค
๓๐
๕.      
สอบปลายภาค
๓๐
รวม
๑๐๐

๔.๒.  การเข้าเรียน
            - การมาเรียนสาย หมายถึง การมาเรียนช้าเกินกว่า ๑๕ นาที
            - สาย ๒ ครั้ง มีค่าเท่ากับการขาดเรียน ๑ ครั้ง
            - การลา ๒ ครั้ง มีค่าเท่ากับการขาดเรียน ๑ ครั้ง  การลาต้องมีเหตุจำเป็นและหลักฐานประกอบ
            - ขาดเรียนมากกว่า ๔ ครั้ง หมดสิทธิ์ในการสอบปลายภาค
            - วิธีการเช็คชื่อ ทำได้ ๒ วิธี คือ เช็คโดยกำหนดที่นั่ง หรือ เช็คจากใบงานในชั้นเรียน โดยกำหนดให้มีฟอร์มเดียวกัน
๔.๓.  ใบงาน/ใบกิจกรรม  (งานเดี่ยว)
            - กำหนดหัวเรื่องเดียวกัน คือ “รายงานการค้นคว้า วิเคราะห์วิชาชีพในอนาคตของตนเอง ว่าเกี่ยวกับกฎหมายและจริยธรรมอย่างไร”
            - ไม่ต่ำกวา ๓ หน้ากระดาษ A๔ ไม่นับคำนำ สารบัญ และหนังสืออ้างอิง  
            - การตรวจรายงาน ให้พิจารณา ๓ องค์ประกอบ ได้แก่ ความครบถ้วน (มีหนังสืออ้างอิง) : มีการวิเคราะห์ สังเคราะห์ : ความสวยงามและเรียบร้อย เป็น ๕::
๔.๔.   งานกลุ่ม
            ๔.๔.๑.    การกำหนดหัวเรื่อง ให้เป็นดุลยพินิจของอาจารย์ผู้สอน อาจเลือกได้ ๓ แบบ คือ  ๑) บริการสาธารณะ หรือบริการสังคม (Service-based Learning) ๒) กรณีวิพากษ์ (Case Study – based Learning)  ยกกรณีตัวอย่าง มาวิพากษ์ วิเคราะห์ สังเคราะห์ อภิปราย  ๓) จัดการเรียนรู้แบบใช้ปัญหาเป็นฐาน (Problem-based Learning) คือ ยกเอาปัญหาทางกฎหมายมาศึกษา สร้างสื่อสะท้อนบทเรียน และทำรายงาน
            ๔.๔.๒.    การตรวจรายงานให้ยึดสัดส่วน ความครบถ้วน : ความถูกต้องหรือมีการวิเคราะห์สังเคราะห์ : การมีส่วนร่วม  เป็น ๕ : :
๕.      การสื่อสารกับนิสิต
๕.๑.  จัดทำ เฟสบุ๊ค เพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์ โดยให้อาจารย์ทุกท่านร่วมกันดูแล
๕.๒.  ให้จัดตั้ง กลุ่มในเฟสบุ๊ค เพื่อติดต่อสื่อสารเรื่องการเรียนการสอนระหว่าง อาจารย์ นิสิต LA และ นิสิตผู้เรียน
๖.     บทบาทนิสิต LA
           - เตรียมอุปกรณ์สื่อโสตทัศณูปกรณ์ ปิดอุปกรณ์ไฟฟ้าในกรณีเป็นคาบเรียนสุดท้าย 
           - ดูแล page FB ของรายวิชา เก็บภาพกิจกรรมการเรียนรู้ขึ้น page
           - กำชับให้นิสิตดูคะแนนเก็บ/ประกาศการส่งงานให้ทราบ
           - กรอกคะแนนงาน
           - เช็คชื่อการเข้าร่วมกิจกรรม/เข้าเรียน
           - อยากได้นิสิต LA ท่านเดิม
๗.     ภาคเรียนที่ ๒-๒๕๕๘ เปิดเรียนทั้งหมด ๑๓ กลุ่มๆ ละ ๑๘๐ คน ๑๐ กลุ่ม กลุ่มละ ๑๒๐ คน ๓ กลุ่ม